[ #OMTK_Bonkura | ที่ไหนสักแห่งในแถบคันไซ | ปลายยุคเอโดะ ]
บ้านหลังนั้นมักมีกลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ๆ เจ้านายที่มันรักยิ่ง และความอบอุ่นที่แผ่กำซาบออกมาจากตักที่มันหนุนนอน
ต้นปี อากาศยังหนาวอยู่มาก พืชพรรณยังไม่แตกใบอ่อน
วันนั้น บ้านอวลไปด้วยกลิ่นเลือด
คนแปลกหน้ายืนอยู่เหนือเจ้านายของมัน
และความหนาวเหน็บที่เสียดถึงกระดูกก็ชำแรกขึ้นมาในความว่างเปล่า
Posts by HAN 恨
(ใครทำอะไรอ้วน!?)
(อ้วนง้าบ)
[ Undoukai : กีฬาสีภูติผี ]
รายละเอียดกิจกรรม :: docs.google.com/document/d/1...
ลงทะเบียนกีฬาสี :: docs.google.com/forms/d/e/1F...
ช่วงเวลาภายในคอมมู :: 17 - 19 ก.ย. 68 เวลา 09.00-17.00 น.
ระยะเวลาเล่น :: 3-17 มี.ค. 69
ลงทะเบียนกีฬาสี :: 3 - 4 มี.ค. เวลา 00.00 น. - 23.00 น.
#OMTKSS2_Undoukai
“โดยสรุปก็คือให้ทำอะไรแต่พอดี” เขาขมวดข้อความลงเหลือแค่สั้น ๆ เสียงรองเท้าเกี๊ยะดังขึ้นในทุกย่างก้าวขณะฮันเดินเข้ามาใกล้
“การจับปืนโดยคิดแต่ว่าจะต้องรัวกระสุนออกไปก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เอาแต่ตะโกนจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง”
เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ
(//หยุม
//จับ
//ขยำ
ตุยแล้วจับได้ อย่ามาหวง)
(มั่ย
(. ❛ ᴗ ❛.)------------------👉)
ที่สะท้อนแสงกลับมาราวกับดวงตากลมโตของค้างคาวในถ้ำมืด
“เคยได้ยินคำเปรียบเปรยนี้ไหม หากอาวุธในมือเป็นนก หากกุมมันไว้หลวม ๆ มันจะบินหนีไป แต่หากกำแน่นเกินไปมันจะขาดใจอยู่ในอุ้งมือ”
ฮันสาวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าวจนร่างของเขาอยู่ใต้แสงไฟ เผยให้เห็นรอยยิ้มและฟันแหลมประดับบนใบหน้า
“ระวังปืนของเธอจะขาดใจเสียก่อนที่มันจะได้ใช้ยิงหัวใครเข้าจริง ๆ ก็แล้วกัน”
เสียงกระสุนคำรามดังลั่นก้องอยู่ในห้องระบบปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันใช้บ่งบอกอารมณ์เจ้าของลูกกระสุนนั้นได้ดีไม่แพ้สีหน้าเครียดขมึงเหมือนมีเรื่องกวนใจเลยก็อาจจะว่าเช่นนั้นได้
“อะไรกันนะที่ทำให้คนเราอยากจะยิงซ้ำเข้าไปที่ศีรษะของเป้าหมายย้ำ ๆ เป็นสิบนัด”
เสียงของชายคนหนึ่งดังมาจากที่ลับตาที่แสงไฟส่องมาไม่ถึง หากหันไปก็จะพบกับเลนส์แว่นทรงกลมสีแสด+
“กลิ่นคาวของธาตุเหล็กในฮีโมลโกลบิน กลิ่นฉุนของธุลีกระดูก สารคัดหลั่งลอยตลบอบอวลในอากาศจนเหมือนกับลมหายใจถูกขโมยไป”
เขาเปรยขึ้นมาพร้อมสายลมของค่ำคืนพัดผ่านไปจนชายเสื้อและผมยาวด้านหลังปลิวไหวตามแรง
“เบาะแสที่ฉันพบมีแค่นั้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องดีแน่”
ฮันหันมองซ้ายที ขวาที แสงจากดวงจันทร์กลางผืนฟ้าส่องสว่างยามค่ำคืน ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาพบกับเด็กหนุ่มคนนี้ใต้แสงจันทร์นวล
“เคยได้กลิ่นของความตายไหม”
เขาถามขึ้นมาลอย ๆ เบาะแสที่ฮันพบหาได้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้จากการทัศนา ทว่าเป็นบางอย่างที่ล่องลอยมากับสายลม พัดเข้ามาใกล้จมูก
+
เมื่อตกลงแยกย้ายกันแล้วฮันจึงมุ่งตรงไปยังสุสานที่ตีนเขา ร่างของเขาค่อย ๆ ลับหายไปจากสายตาอีกฝ่ายพร้อมกับสายลมเย็นที่หอบเอากลิ่นคาวเลือดและเถ้ากระดูกพัดผ่านไป
__________
終わり
(ขอโทษที่มาต่อช้าาามากเลย ขอบคุณอาจารย์ซาโตะและเจ้าแมวที่มาโรลด้วยกันนะ(人 •͈ᴗ•͈))
บางรายอาจให้ข้อมูลได้ถ้าพวกยูเรย์ไม่มัวแต่นั่งระทมทุกข์หลังความตายกันอยู่ล่ะก็นะ..
“ถ้าเธอไม่ไปฉันก็จะไปต่อคนเดียว” เขาว่า ดูท่าทางอีกคนคงจะแยกกันไปอีกทางแล้วสินะ
“จะไปไหนก็ไปเถอะ” แล้วเขาก็ตัดบท ยกมือปัด ๆ พอเป็นพิธี
+
ฮันวางมือเท้าสะเอวยิ้มขันเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอามือปัดไปปัดมาทุบอกเหมือนชนเผ่าอะไรสักอย่าง ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะว่าทำอะไร ทำไปทำไม แต่ก็ตลกดีล่ะมั้ง
“ภูเขาเหรอ—”
กำลังจะเอ่ยปากตอบรับแต่มือถือของอีกคนก็ดังขึ้นมาพอดี ฮันไม่ได้ฟังว่าอีกฝ่ายคุยอะไรกับใคร เขาเพียงแฉลบสายตาใต้แว่นกันแดดไปยังทิศทางของสุสาน
สุสานคนตายงั้นเหรอ ที่นั่นคงมียูเรย์วนเวียนกันให้ควั่ก+
และมันยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่เมื่อเขามาถึงจุดที่ได้รับรายงานแล้วพบว่ามีรอยลากขนาดใหญ่บนดินที่ถล่มลงมาเป็นทางยาว มันชวนให้นึกจินตนาการว่าหากรอยลากนี้เป็นของงูที่ตัวใหญ่ขนาดนี้คงเป็นภาพฝันร้ายคนกลัวงูน่าดู
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง เสียงฝีเท้าของใครสักคนก็เดินเข้ามา ใครสักคนที่ดูหน้าคุ้น ๆ
"เธอนี่เอง" เขาทักจากมุมสูงเหนือหลังคา ฉีกยิ้มเห็นฟันเขี้ยวแหลมอย่างอารมณ์ดี
(ขออภัยที่มาช้าครับ)
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ร่างของชายสวมแว่นยืนอยู่บนหลังคาบ้านสักหลังหนึ่งท่ามกลางความมืดยามรัตติกาล สายลมเย็นพัดผ่านทำให้ชายผ้าบนกายปลิวไสว
ฮันได้รับแจ้งมาว่ามีรายงานบุคคลหายตัวไปบริเวณแถบนี้ หากถามว่าหายไปอย่างไรคำตอบมีเพียงหายไปอย่างไร้ร่องรอย
แปลก เขาคิด
+
“กลิ่นของกระดูกคนตายที่อยู่แถวนี้ฟังดูเหมือนเแ็นกาชาโดคุโระขึ้นมาอีกหน่อย” เขาทำจมูกฟุดฟิด
“...มีกลิ่นเลือดอยู่ด้วย ได้ยินมาว่าเจ้านั่นชอบเลือดมากเลยนี่”
คนไปกิน เจ้านี่เองก็ทำพฤติกรรมเดียวกัน”
เขาเกลี่ยนิ้วเหนือปลายคางทำท่าครุ่นคิด แม้หัวข้อจะเริ่มตึงเครียดขึ้นมาแต่ก็ยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
“ระดับสูงไม่ห่างจากกิวคิเหรอ ฮ่าฮ่า เจ้านี่น่ะไม่เคยมีใครเอาชนะมันได้เลยไม่ใช่เหรอ”
กิวคิน่ะยังพอนึกออกอยู่หรอกว่าจะจัดการยังไง แต่ระดับความอันตรายของกาชาโดคุโระเป็นอีกขั้นนึง
+
เจ้าแมว(หรือตัวอะไรก็ไม่รู้)ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโยไคในสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ เขายกมือขึ้นจับบนคาง มีเสียง ‘โฮ่’ หลุดมาเบา ๆ ตอนได้ยินข้อสันนิษฐานชื่อโยไคอีกตัว
“กาชาโดคุโระ โครงกระดูกยักษ์งั้นเหรอ” เขาไม่เคยเห็นมันด้วยตา และจากบันทึกเก่าแก่ก็คงมีน้อยคนที่มีโอกาสได้เห็นแล้วมาเล่าต่อ ส่วนใหญ่ถูกมันจับตัวไปเป็นอาหารหมดแล้ว
“นั่นฟังดูเข้าเค้าอยู่นะ หากว่าเท็งงูลักพา+
(จบรูทอย่างสวยงามสุดๆ บู๊ดุเดือดมากครับ เหมือนได้ยืดเส้นยืดสาย ขอบคุณที่มาโรลกันฮะ
เจ้าอึ่มด้วย
@bonkura-omtk.bsky.social )
ก็นะ.. ถ้าเห็นโยไคมาแล้วมากมาย แมวพูดได้สักตัวก็ไม่ได้เกินจินตนาการ
“แล้วได้กลิ่นอะไรอีกไหม เช่น.. ร่องรอยของพวกโอนิ?”
เขาหันไปถามแมว กลิ่นพวกนั้นอยู่เหนือประสาทรับกลิ่นของมนุษย์ ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตโลกวิญญาณด้วยกันเองอาจรับรู้ได้
เขาเว้นช่วงสั้น ๆ แล้วพูดต่อ
“ฉันไม่ติดอะไรหรอกนะถ้าต้องตายตอนนี้”
แล้วฮันก็หัวเราะ หากว่าในดวงตามีอารมณ์อะไรซ่อนอยู่ มันก็ถูกซ่อนลงไปเบื้องหลังแว่นสีแดงที่สะท้อนแสงอาทิตย์บนฟ้า
แล้วเสียงของเจ้าแมวขนฟูก็ดังขึ้นพร้อมกับรุ่นน้องของเขาที่ทำสีหน้าเหมือนลำบากใจจะอธิบาย ผิดกับฮันที่ดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจ
+
“ถ้าเทียบกับโยไคระดับสูงสุดแล้ว ฉันเองก็คงอยากให้เรื่องนี้เป็นฝีมือของโอนิทั่ว ๆ ไปเหมือนกัน เราจะจัดการกันได้ง่ายขึ้นเยอะ”
ฮันหันมองซ้ายมองขวา ไม่รู้สึกผิดสังเกตอะไรนอกเหนือไปจากกลิ่นเหม็นหืนอันเป็นร่องรอยของความตาย
“แต่ถ้าเป็นชูเท็นโดจิล่ะก็บางทีมนุษย์อาจตกที่นั่งลำบากก็ได้ เราแทบไม่มีบันทึกเกี่ยวกับมันโผล่มาเลยด้วยซ้ำ ถ้าชูเทนโดจิคิดทำอะไรขึ้นมาจริงเราอาจจะตายกันหมด”
+
“ดวงวิญญาณระดับเดียวกับ ‘คามิ’ (พระเจ้า) ไงล่ะ”
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคงต้องใช้คำว่างานเข้า เพราะมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อลมหายใจคงไม่อาจต่อกรกับพระเจ้าได้
เพราะว่าใช้ทางลัดทำให้ทั้งคู่เดินทางมาใกล้ตีนเขาในเวลาไม่นาน ฮันดีดตัวใช้เท้ายึดผนังซ้ายทีขวาทีจนลงไปอยู่บนพื้นดินได้อีดครั้งโดยไม่ต้องใช้มือปีนป่ายลง
“ที่ฉันสังหรณ์ใจขึ้นมาก็คือ..อาจจะมีสิ่งมีชีวิตระดับสูงที่เหนือไปกว่าการรับรู้ของมนุษย์ ที่แม้แต่คนที่รับรู้เรื่องโลกวิญญาณได้ก็ยังหยั่งไม่ถึง”
เขาหันกลับไปมองรุ่นน้องที่ตามมาด้านหลัง รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากเผยคมเขี้ยวแหลมดุจสัตว์นักล่า
+
“พฤติกรรมของโยไคเป็นสิ่งที่ถูกศึกษาวิจัยมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่มนุษย์บางคนค้นพบว่าตัวเองสามารถรับรู้ความเป็นไปในโลกวิญญาณได้”
เขากระโดดข้ามจากหลังคาบ้านหนึ่งไปอีกบ้าน นำอีกฝ่ายอยู่เล็กน้อย
“แต่นั่นน่ะหมายถึงแค่พฤติกรรมของโยไคระดับล่างที่ปรากฏตัวให้เห็นบ่อย ๆ ยังมีปริศนาเกี่ยวกับโลกวิญญาณอีกมากที่เรายังไม่เคยค้นพบหรือบันทึกไว้ ฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนแม่นเรื่องข้อมูลโยไคเสียด้วยสิ”
+
เด็กหนุ่มคนนั้นอาจใช้เวลากับราเม็งแสนอร่อยสักสิบห้านาที ยี่สิบนาทีหรือครึ่งชั่วโมงก็ไม่อาจทราบ แต่เมื่อเจ้าตัวกลับออกมาที่หน้าร้านอีกทีแล้วมองขึ้นไปบนหลังคา ร่างของอาจารย์วิชาอาคมก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
__________
終わり
(แวะมารูทกาวๆสั้นๆ ขอบคุณที่มาโรลด้วยกันครับ)
กลับขึ้นมานั่งดี ๆ ที่บนหลังคา วังตันเม็งชามของเขาถูกทานจนหมดเกลี้ยง
แต่ก็เอาเถอะ ที่จริงเขาไม่ใช่คนที่จะซีเรียสกับเรื่องเงินทองสักเท่าไรอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นคนรวยล้นฟ้า ก็แค่มีเงินส่วนที่ไม่ได้อยากเอามาใช้ด้วยตัวเองอยู่เลยต้องเอามาโปรยให้พวกนักเรียนอยู่บ่อย ๆ มันก็เท่านั้น
เวลาเคลื่อนผ่านไป ท้องฟ้าอะสดงมืดลงสู่พลบค่ำพร้อมเสียงสายฟ้าคำรามอยู่เบื้องบน ละอองฝนเริ่มร่วงลงมา +
ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าเสกราเมงขึ้นมาได้หรอกนะ (แน่ล่ะ ใครจะไปเสกได้เล่า) เขาก็เป็นลูกค้าคนหนึ่ง ก็แค่ขอขึ้นมานั่งกินข้างบนชมวิวอาทิตย์ตกเย็นไปพลางก็เท่านั้นเอง จะมัวนั่งอุดอู้อยู่ในร้านไปทำไมกัน
เจ้าเด็กหนุ่มรับเงินหมื่นของฮันไปแล้วหายเข้าไปในร้าน รออยู่นานสองนานหลายนาทีก็ไม่เห็นว่าจะเอาเงินทอนมาคืน
นี่กะจะรอตัวเองกินหมดก่อนแล้วค่อยเอามาทอนงั้นเร้อ~ ฮันคิดพลางผลุบ+