Advertisement · 728 × 90

Posts by ประชาไท Prachatai.com

Preview
เตือน AI เปลี่ยนเกมแรงงานไทยครั้งใหญ่ ต้องเร่งเตรียมทักษะแรงงานและปรับนโยบายให้ทัน เตือน AI เปลี่ยนเกมแรงงานไทยครั้งใหญ่ ต้องเร่งเตรียมทักษะแรงงานและปรับนโยบายให้ทัน auser15 Mon, 2026-04-13 - 11:48 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' สส.พรรคประชาชน ระบุ AI กำลังพลิกโฉมตลาดแรงงานในวงกว้าง ไม่ใช่แค่ภาคเทคโนโลยี แต่ลามถึงงานธุรการ การเงิน และบริการ งานวิจัยชี้ผลกระทบจริงอาจใหญ่กว่าสิ่งที่มองเห็นหลายเท่า เตือนหากไทยไม่เร่งเตรียมทักษะแรงงานและปรับนโยบายให้ทันเศรษฐกิจยุค AI อาจเผชิญแรงกระแทกรุนแรงในอนาคต ภาพจาก: Netscribes (CC BY 4.0) 13 เมษายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า 4 มาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤติจากงบกลาง 7 พันล้านบาทไม่ตอบโจทย์เพราะเศรษฐกิจและสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ต้องมุ่งเป้าช่วยเหลือคนยากจน แรงงานอิสระที่มีรายได้ไม่เพียงพอและมีหนี้สินล้นพ้นตัว และ กลุ่มผู้ว่างงาน มาตราเร่งด่วนของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความยากลำบากและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้ระดับหนึ่งในระยะสั้นเท่านั้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังตกต่ำ สิ่งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล หากไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้ การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและการบริโภคจะไม่ขยายตัว มาตรการให้เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทั้งการปรับตัวด้านพลังงานและประหยัดพลังงาน คนส่วนใหญ่อาจไม่กล้าก่อหนี้เพิ่มในภาวะเช่นนี้ เพราะมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงมากอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะความไม่มั่นคงในงานเพิ่มเติมเข้ามาอีก ส่วน มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง ในวงเงิน 2,061 ล้านบาทนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้นไปอีกนาน มาตรการสำหรับ SMEs สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 100,000 ล้านบาท มาตรการผ่อนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างคู่สัญญาภาครัฐต้องมีหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนจาก กรมบัญชีกลาง เพื่อไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นเอื้อประโยชน์เครือข่ายบนภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น   การใช้ มาตรการสี่ระดับได้ผลดีกว่าในภาวะวิกฤตการณ์พลังงาน การใช้มาตรการเร่งด่วนระยะสั้นเป็นรอบ ๆ ไป คือ ระดับที่หนึ่ง ต้องมีมาตรการฉุกเฉิน รวดเร็ว เชิงรุก เป็นการช่วยเหลือในวงกว้าง แต่ต้องมีกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน การมีมาตรการฉุกเฉินเพื่อหยุดการไหลลงของเศรษฐกิจสู่วิกฤตการณ์ แต่ต้องมีกรอบเวลาเพื่อปรับสู่ มาตรการระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังและทำให้เกิดปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังซ้อนขึ้นมาอีก มาตรการในระยะเปลี่ยนผ่าน ถอนมาตรการช่วยเหลือในวงกว้าง มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและกลุ่มคนยากจน ค่อยๆถอนมาตรการอุดหนุนและชดเชยราคา เพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนปรับตัวตามความเป็นจริงของปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนให้เกิดการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน ไม่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจากตะวันออกกลางมากเกินไป ระดับที่สาม การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ จากประเทศนำเข้าพลังงาน เป็น ประเทศที่สามารถพึ่งพาตัวเองทางด้านพลังงานได้ ระดับที่สี่ สามารถพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องซื้อและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นำไปสู่ ความมั่นคง ความยั่งยืน และ สามารถทำให้ ประชาชน ภาคธุรกิจและภาคการผลิตสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ในราคาที่ถูก    ข้อจำกัดฐานะทางการคลัง ปัญหาธรรมาภิบาลจาก Money Politics ความสัมพันธ์การเมืองอุปถัมภ์เข้มข้นแบบเดิม จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ โดยเฉพาะจะขัดแย้งต่อหลักการสำคัญที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ ว่าจะยึดหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และ การบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เสนอรัฐบาลต้องโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน กระจายอำนาจรับมือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินระบุว่าจะเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ อาจขัดกับข้อตกลงการค้าเสรี และ อาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้ การนำเสนอ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ การปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ยังไม่ปรากฎในมาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤติและนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ได้มีเรื่องดังกล่าวในรายละเอียด นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำเนินให้เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากการปฏิรูปและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง หากไม่มีเจตจำนงทางการเมืองจะไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ และ เจตจำนงนี้ต้องเป็นเป็นไปเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่ หากแกนนำรัฐบาลยังอยู่ภายใต้อำนาจของทุนผูกขาด มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ ย่อมไม่สามารถทำการปฏิรูปได้อย่างแท้จริง ล่าสุดมีงานวิจัย ของ เอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา “The Iceberg Index: Measuring Skills-centered Exposure in the AI Economy” โดย Aysh Chopra, Santanu Bhattacharya และ คณะ พบว่า เทคโนโลยีเอไอจะพลิกโฉมตลาดแรงงานอย่างกว้างขวาง ขยายวงไปไกลกว่าที่มีการศึกษาได้แต่เดิม แม้นการศึกษานี้มุ่งไปที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯแต่สามารถนำมาเป็นองค์ความรู้เพื่อสังคมไทยเตรียมความพร้อมและมีนโยบายเพื่อตอบสนองอย่างเหมาะสม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังปรับโฉมตลาดแรงงานของอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ขยายวงกว้างไปไกลกว่าภาคเทคโนโลยีที่มองเห็นได้ชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานด้านการควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติในโรงงานยานยนต์ ส่งผลต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และระบบเศรษฐกิจด้านการบริการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดด้านแรงงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำความเข้าใจกับผลกระทบระลอกนี้ได้ เนื่องจากมาตรวัดเหล่านั้นมักวัดผลลัพธ์การจ้างงานหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้วัดจากจุดที่ขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ทับซ้อนกับทักษะของมนุษย์ ก่อนที่การนำมาประยุกต์ใช้จริงได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น โปรเจกต์ภูเขาน้ำแข็ง (Project Iceberg) เข้ามาจัดการกับช่องว่างนี้โดยใช้ โมเดลประชากรขนาดใหญ่ (Large Population Models) เพื่อจำลองตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนงาน 151 ล้านคน ในรูปแบบตัวแทนอิสระ (autonomous agents) ที่ใช้ทักษะมากกว่า 32,000 รายการ ใน 3,000 เคาน์ตี และมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์นับพันรายการ โปรเจกต์นี้ได้นำเสนอ "ดัชนีภูเขาน้ำแข็ง" (Iceberg Index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เน้นทักษะเป็นตัวหลัก เพื่อวัดมูลค่าค่าจ้างของทักษะที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำได้ในแต่ละอาชีพ โดยดัชนีนี้จะสะท้อนการเปิดรับทางเทคนิค (technical exposure) ในส่วนที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ ไม่ใช่การพยากรณ์ผลลัพธ์การถูกแทนที่หรือกรอบเวลาในการนำมาใช้งานจริง ผลวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในปัจจุบันที่มองเห็นได้ชัดเจนและกระจุกตัวอยู่ในด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (2.2% ของมูลค่าค่าจ้าง หรือประมาณ 211,000 ล้านดอลลาร์) นั้นเป็นเพียง "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น ขีดความสามารถทางเทคนิคจริงขยายตัวลึกลงไปใต้ผิวน้ำ ผ่านระบบปัญญาอัตโนมัติ (cognitive automation) ซึ่งครอบคลุมงานด้านธุรการ การเงิน และบริการวิชาชีพ (11.7% หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์) การเปิดรับนี้มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่มองเห็นถึง 5 เท่า และมีการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ไปทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา มากกว่าที่จะจำกัดอยู่เพียงศูนย์กลางแถบชายฝั่ง  ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจแบบเดิม เช่น GDP รายได้ และอัตราการว่างงาน สามารถอธิบายความผันแปรตามทักษะนี้ได้น้อยกว่า 5% ซึ่งตอกย้ำเหตุใดที่เราจึงจำเป็นต้องมีดัชนีแบบใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์  โปรเจกต์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำทางธุรกิจสามารถระบุจุดเสี่ยงสำคัญ (exposure hotspots) จัดลำดับความสำคัญของการฝึกอบรมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และทดสอบมาตรการแทรกแซงก่อนที่จะทุ่มงบประมาณนับพันล้านไปกับการดำเนินการจริง รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมรวมทั้งรัฐบาลไทยไม่ทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมต่อ ผลกระทบของเทคโนโลยีเอไอต่อตลาดแรงงาน ธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ให้ดีพอ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงของกิจการจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และ คุณภาพชีวิตของแรงงานที่ย่ำแย่ แทนที่ การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีเอไอจะนำมาสู่โอกาสใหม่ๆ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงาน การเพิ่มขึ้นผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด และโอกาสใหม่ๆของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ดัชนีและข้อมูลตัวเลขของหน่วยงานทางเศรษฐกิจของทางการที่มีอยู่เวลานี้ของไทยก็ไม่สามารถวัดพลวัตและธุรกรรมของเศรษฐกิจยุคเอไอ หรือ AI Economy ได้เลย เมื่อดัชนีและข้อมูลตัวเลขแบบเดิมไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก ย่อมทำให้การกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายใต้ยุคเอไอ การบริหารจัดการเพื่อให้เราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มศักยภาพ   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * อนุสรณ์ ธรรมใจ * AI * คนทำงานร่วม AI
1 hour ago 0 0 0 0
Preview
สตาร์ทอัพเช็ก 'RoboTwin' สอนหุ่นยนต์ทำงานแค่สาธิตครั้งเดียว ไม่ต้องเขียนโค้ด สตาร์ทอัพเช็ก 'RoboTwin' สอนหุ่นยนต์ทำงานแค่สาธิตครั้งเดียว ไม่ต้องเขียนโค้ด auser15 Mon, 2026-04-13 - 11:01 RoboTwin สตาร์ทอัพเช็กพัฒนาเทคโนโลยีสอนหุ่นยนต์โดยไม่ต้องเขียนโค้ด แค่คนทำงานสาธิตงานครั้งเดียว ระบบแปลงเป็นโปรแกรมใน 1 นาที หวังช่วย SME ที่ไม่มีวิศวกรหุ่นยนต์ เข้าถึงหุ่นยนต์ที่ยังมีอุปสรรคเรื่องความยากในการนำมาใช้งานและราคาแพง ด้าน EU มอบทุน 2.3 ล้านยูโรเร่งขยายตลาด ภาพจาก: ICAPlants/Wikimedia (CC BY-SA 3.0) ถ้าการสอนหุ่นยนต์ให้ทำงานหนักและอันตรายในโรงงานทำได้ง่ายแค่สาธิตให้ดูครั้งเดียวจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ RoboTwin สตาร์ทอัพจากเช็กกำลังทำอยู่ โดยช่วยให้คนทำงานสามารถสอนทักษะใหม่ให้หุ่นยนต์ได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะเขียนโค้ดซับซ้อน คนทำงานแค่ทำงานนั้นครั้งเดียว แล้วเทคโนโลยีของ RoboTwin จะแปลงการเคลื่อนไหวนั้นให้กลายเป็นโปรแกรมสำหรับหุ่นยนต์ ทำให้การใช้หุ่นยนต์เป็นไปได้สำหรับผู้ผลิตรายเล็กที่ไม่มีวิศวกรด้านหุ่นยนต์โดยเฉพาะ จุดเริ่มต้น RoboTwin ก่อตั้งขึ้นที่กรุงปรากในปี 2021 พัฒนาอุปกรณ์ถือมือและซอฟต์แวร์ที่ไม่ต้องเขียนโค้ด เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของมนุษย์และแปลงเป็นคำสั่งสำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม "หุ่นยนต์เลียนแบบการสาธิตของมนุษย์" เมกี เมย์เดรโชวา (Megi Mejdrechová) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีกล่าว "คนที่ไม่รู้เรื่องการเขียนโค้ดเลยก็สามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้หุ่นยนต์ได้" เมย์เดรโชวาเป็นวิศวกรเครื่องกลที่จบจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งปรากและพัฒนาเทคโนโลยีหลักของ RoboTwin จากงานวิจัยด้านหุ่นยนต์ ประสบการณ์เยือนสิงคโปร์ แคนาดา และประเทศอื่นๆ ทำให้เธอมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ผลิตในยุโรป "วิศวกรรมเช็กค่อนข้างดั้งเดิมและเน้นงานวิชาการ" เธอกล่าว "แต่ประสบการณ์จากต่างประเทศทำให้ผมอยากสร้างสิ่งที่คนใช้งานได้จริง" ในปี 2021 เมย์เดรโชวาเข้าร่วมโปรแกรมสตาร์ทอัพและคว้ารางวัลที่ 1 ในหมวดการผลิต จากนั้นก่อตั้ง RoboTwin ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ลาดีสลาฟ ดวอร์ชาค (Ladislav Dvořák) และ ดาวิด โปลาค (David Polák) โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Women TechEU ของสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งช่วยเหลือผู้หญิงที่ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเชิงลึก ทีม RoboTwin เผยแพร่ผลงานบน Horizon Results Platform ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมที่ EU ให้ทุน ส่งผลให้ได้รับเชิญเข้าร่วมโครงการ Empowering Start-ups and SMEs ของ EU ช่วยให้ได้ไปงาน Hannover Messe 2025 งานแสดงสินค้าด้านการผลิตระดับโลก และเปิดประตูสู่ธุรกิจใหม่ๆ ปัจจุบัน RoboTwin ได้รับการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน และขยายตลาดไปยังยุโรปกลาง เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก และแคนาดา ในปี 2025 เมย์เดรโชวาได้รับการยกย่องในรายชื่อ Forbes Czechia 30 Under 30 จากผลงานด้านการทำให้การฝึกหุ่นยนต์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอนหุ่นยนต์ หัวใจของระบบ RoboTwin คืออุปกรณ์ถือมือที่มีเซ็นเซอร์ในตัว เมื่อคนทำงาน เช่น พ่นสีชิ้นส่วนโลหะ ระบบจะบันทึกการเคลื่อนไหวและแปลงเป็นโปรแกรมที่หุ่นยนต์นำไปใช้ซ้ำในสายการผลิตได้ทันที กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงประมาณ 1 นาที ซึ่งเหมาะมากสำหรับโรงงานที่ผลิตสินค้าหลายประเภทหรือเปลี่ยนสินค้าบ่อย "เราเริ่มจากงานที่สกปรก อันตราย และไม่ดีต่อสุขภาพ" เมย์เดรโชวากล่าว ทำให้ทุกคนเข้าถึงระบบอัตโนมัติได้ ในวงการหุ่นยนต์อุตสาหกรรม บริษัทรถยนต์นำหน้าอยู่แล้ว โดยเพิ่มหุ่นยนต์ใหม่ในสายการผลิตถึง 23,000 ตัวในปี 2024 แต่สำหรับผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก (SME) การลงทุนด้านหุ่นยนต์ยังเป็นเรื่องยากและแพง RoboTwin จึงเข้ามาเติมช่องว่างนี้ โดยช่วยบริษัทในอุตสาหกรรมการเคลือบผิว เช่น การพ่นสี ขัดเงา และเคลือบชิ้นส่วนโลหะหรือพลาสติก RoboTwin ร่วมงานกับ RobPainting บริษัทดัตช์ที่นำหุ่นยนต์มาใช้ในงานพ่นสีสำหรับ SME รวมถึง Surfin Technology บริษัทเช็กผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลือบด้วยหุ่นยนต์ และ Innovative Finishing Solutions ในแคนาดา "เราสามารถสอนหุ่นยนต์ให้เคลื่อนที่อย่างแม่นยำตามที่ต้องการสำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์" ดาวิด โวบร์ (David Vobr) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ของ RoboTwin กล่าว ระบบของ RoboTwin ใช้ได้กับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมหลายประเภท รวมถึงหุ่นยนต์ที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย อุตสาหกรรมการเคลือบผิวยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะคนไม่อยากทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องสวมชุดป้องกันและทำซ้ำๆ ทั้งวัน ทำให้ความต้องการหุ่นยนต์พุ่งสูงขึ้น ในปี 2025 EU มอบทุน 2.3 ล้านยูโรผ่านสภานวัตกรรมยุโรป (European Innovation Council) ให้ RoboTwin เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาด โดยเทคโนโลยีรุ่นต่อไปจะใช้ข้อมูลและประสบการณ์ที่สะสมไว้สร้างโปรแกรมหุ่นยนต์โดยอัตโนมัติจากรูปทรงของวัตถุ โดยไม่ต้องพึ่งการสาธิตด้วยมือทุกครั้ง "เป้าหมายของเราคือทำให้การฝึกหุ่นยนต์เป็นสิ่งที่คนงานทำได้เอง" เมย์เดรโชวากล่าวทิ้งท้าย "ถ้าเราสำเร็จ การใช้หุ่นยนต์จะไม่ใช่สิทธิพิเศษของโรงงานใหญ่ที่มีวิศวกรเฉพาะทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ผู้ผลิตทุกรายเข้าถึงได้" ที่มา: Back to school: robots learn from factory workers (Anthony King, Robohub, 2 April 2026)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * AI * หุ่นยนต์ * คนทำงานร่วม AI * RoboTwin
1 hour ago 0 0 0 0
Preview
กสม.ขอบคุณกรมการปกครอง-เครือข่าย ร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน กสม.ขอบคุณกรมการปกครอง-เครือข่าย ร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติ ภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน auser15 Mon, 2026-04-13 - 10:50 กสม.ขอบคุณกรมการปกครองและเครือข่ายร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ  สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ กสม.ขอบคุณกรมการปกครองและเครือข่ายร่วมแก้ไขปัญหาสัญชาติภายใต้โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน ชื่นชมมติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะ นายบุญเกื้อ  สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการขจัดการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี คือภายในปี ค.ศ. 2024 (Global Campaign to End Statelessness by 2024) หรือ แคมเปญ #IBelong ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยุติภาวะบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ พร้อมให้คำมั่นในการประชุมระดับสูงว่าด้วยภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อร่วมกันขจัดความไร้รัฐให้หมดไปนั้น กสม. เห็นว่าปัญหาบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประชาคมโลกอันมีสาเหตุจากการแบ่งเขตในยุคล่าอาณานิคม ภัยสงคราม หนีการสู้รบ หรือการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยที่การมีสถานะใดอย่างใดอย่างหนึ่งทางกฎหมายของบุคคลย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการมีตัวตน อัตลักษณ์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่มีสถานะบุคคลทางกฎหมายย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการเดินทาง ซึ่งในกรณีของประเทศไทยปัญหาดังกล่าวปรากฏในกลุ่มคนไทยตกสำรวจ กลุ่มบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของแรงงานต่างด้าวซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กสม. จึงได้หยิบยกประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่จะผลักดันสร้างผลสัมฤทธิ์ โดยคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงของชาติและสิทธิมนุษยชนควบคู่กัน โดยมีแนวทางดำเนินงานเพื่อขจัดความไร้รัฐให้หมดไปจากประเทศไทย ดังนี้ (1) เสริมสร้างปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ (2) ส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการแก้ไขปัญหา และ (3) ผลักดันการทบทวนกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์การแก้ไขปัญหา โดยจำแนกกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาสถานะบุคคล เป็น 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ (1) กลุ่มเด็กนักเรียนรหัส G (2) กลุ่มพระภิกษุสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ (3) กลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐ และ (4) กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ในปี 2567 สำนักงาน กสม. ได้จัดตั้ง “โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกเชิงรุกในการให้ความช่วยเหลือและขับเคลื่อนภารกิจหลักด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่รวดเร็วและเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคมในนาม “ทีมบูรณาการ” โดยมี กสม. เป็นกลไกกลางในการเชื่อมการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ซึ่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) เป็นต้นมา โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกับทีมบูรณาการได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในประเด็นสิทธิและสถานะบุคคลโดยการออกหน่วยคลินิกสิทธิมนุษยชนเคลื่อนที่ 13 ครั้ง ครอบคลุมทั้ง 4 กลุ่มเป้าหมาย โดยมีผู้มีปัญหาสถานะที่ได้เข้าร่วมโครงการกว่า 6,300 คน โดยรูปแบบการออกหน่วยคลินิกดังกล่าว เป็นการมุ่งเน้นให้ผู้มีปัญหาสถานะได้รับคำปรึกษาทางกฎหมาย รับคำขอเพื่อขอแก้ไขปัญหาสถานะให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และสอบปากคำผู้ยื่นคำขอและพยานบุคคลเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่ผู้ยื่นคำขอ นอกจากนี้ ยังมีการจัดสมัชชาสิทธิมนุษยชน และเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายกรณีปัญหาสถานะบุคคลเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป โอกาสนี้ กสม. ขอขอบคุณทีมบูรณาการทุกภาคส่วน ได้แก่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานสังกัดในกระทรวงยุติธรรม และภาคีเครือข่ายในทุกภูมิภาค ที่ได้ร่วมระดมสรรพกำลังในการหนุนเสริมงบประมาณและบุคลากรที่มีความเข้าใจในการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ และขับเคลื่อนโครงการคลินิกสิทธิมนุษยชนร่วมกัน พร้อมกันนี้ ขอชื่นชมรัฐบาลที่มีความพยายามในการแก้ปัญหาสถานะบุคคลของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่เห็นชอบหลักการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่มที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยฯ ที่เกิดในราชอาณาจักรโดยมีหลักฐานการเกิดในไทยแต่ยังไม่ได้รับสัญชาติ จำนวนประมาณ 480,000 คน ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และกรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติบุคคลและระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้กลุ่มบุคคลเป้าหมายได้เข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ซึ่ง กสม. เห็นว่า มติ ครม. ดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการแก้ปัญหาสถานะบุคคลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำในหลักการของมติ ครม. ฉบับนี้ว่า มิได้เป็นการให้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไป หากแต่เป็นการเร่งรัดกระบวนการพิจารณาสถานะและสัญชาติสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วให้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือขยายสิทธิให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด “แม้การแก้ปัญหาสถานะบุคคลจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหายังคงเผชิญความท้าทายจากหลายมิติ ทั้งความซับซ้อนของกฎหมาย การขาดเอกสารพิสูจน์ตัวตน ข้อจำกัดในการนำนโยบายไปปฏิบัติในระดับพื้นที่ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดนและวิถีชีวิตข้ามพรมแดน รวมถึงความกังวลด้านความมั่นคงและทัศนคติของสังคม การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยจึงเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่ง กสม. ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไปเพื่อผลักดันให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายในทุกแห่งหน อันเป็นรากฐานสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายบุญเกื้อกล่าว * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * โครงการคลินิกสิทธิมนุษยชน * ปัญหาสัญชาติ
2 hours ago 0 0 0 0
Preview
'ทรัมป์' ขู่เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหลังเจรจาอิหร่านไร้ข้อตกลง 'ทรัมป์' ขู่เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหลังเจรจาอิหร่านไร้ข้อตกลง auser15 Mon, 2026-04-13 - 10:25 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ สกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่านเพื่อแลกกับการเดินทางผ่านช่องแคบ - ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน สิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง ภาพจาก: eutrophication&hypoxia (CC BY 2.0) 13 เมษายน 2026 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตรียมปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อตอบโต้ความล้มเหลวในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อตกลง ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ระหว่างให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์ ว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการ ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางผิดกฎหมายให้กับอิหร่านเพื่อแลกกับการเดินทางผ่านช่องแคบ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่จะเริ่มเห็นผลเร็วๆ นี้แน่นอน ย้ำเรือลำใดที่จ่ายค่าธรรมเนียมจะไม่ได้รับความปลอดภัยในการเดินเรือในน่านน้ำสากลอีกต่อไป เป็นการยกระดับความตึงเครียดหลังจากการเจรจาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานกับอิหร่านล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม และยังทำให้ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่กำลังเปราะบางตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะล้มเหลว ทรัมป์ยังกล่าวว่า เขาคาดหวังว่า ฝ่ายอิหร่านจะกลับมาสู่โต๊ะเจรจา และมอบทุกอย่างที่สหรัฐฯ ต้องการมาให้ ภายหลังการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเสริมว่า ความเห็นของเขาเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ระบุเรื่องการกวาดล้างอารยธรรมอิหร่านนั้น มีส่วนช่วยกดดันให้อิหร่านยอมตกลงเข้าสู่การเจรจาตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้ทำลายทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้ในช่องแคบ โดยทรัมป์อ้างว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมที่จะกวาดล้างช่องแคบให้สะอาดในเวลาอันสั้น และยังระบุอีกว่า กลุ่มพันธมิตรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ซึ่งเขาเคยตำหนิว่าไม่สนับสนุนสงครามที่เขาเปิดฉากขึ้นร่วมกับอิสราเอล ต่างต้องการที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือในปฏิบัติการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ด้วย โดยกำลังส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดมาสนับสนุน ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ตอบโต้ว่า การส่งเรือรบเข้ามาใกล้ช่องแคบถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และจะเผชิญกับการตอบโต้อย่างรุนแรง ขณะที่คาดการณ์ว่า มาตรการปิดล้อมนี้อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอีก โดยอาจแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้นหากการปิดล้อมยืดเยื้อ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ บางส่วน ตั้งคำถามว่า การปิดล้อมนี้อาจละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศและอาจไม่ช่วยกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้ ในส่วนของ อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ ผู้อำนวยการองค์กรการเดินเรือสากล หรือไอเอ็มโอ ระบุว่า โลกควรปฏิเสธการเรียกเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางเดินเรือสากล และว่าความพยายามของอิหร่านในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางกับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และควรได้รับการปฏิเสธจากประชาคมโลก ประเทศต่างๆ ไม่มีสิทธิที่จะนำระบบการจัดเก็บค่าผ่านทาง เรียกเก็บเงิน หรือค่าธรรมเนียมใดๆ มาใช้กับช่องแคบเหล่านี้ การนำระบบค่าผ่านทางมาใช้ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขอเรียกร้องให้ทุกคนอย่าได้ปฏิบัติตามหรือใช้บริการในลักษณะนี้ เพราะนั่นจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่จะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการเดินเรือทั่วโลก โดมิงเกซกล่าวต่อไปด้วยว่า ทางออกพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาการปิดกั้นช่องแคบคือการยุติสงคราม เพราะไม่เคยมีปัญหาใดๆ กับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซเลยก่อนที่ความขัดแย้งนี้จะเริ่มต้นขึ้น และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทุกฝ่ายคาดหวังว่าจะสามารถกลับมาดำเนินการสัญจรในภูมิภาคนี้ได้อีกครั้งแบบเป็นขั้นเป็นตอนในทันที ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อให้แน่ใจว่าเส้นทางน้ำนั้นปราศจากอันตราย อย่างเช่น ทุ่นระเบิด พร้อมแสดงความกังวลต่อสวัสดิภาพของลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิต ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย จากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เพราะยิ่งสถานการณ์นี้ลากยาวออกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลเสียต่อพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ด้าน Thai PBS รายงานว่า ทรัมป์ยังโพสต์เป็นข้อความผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 12 เม.ย. กล่าวหาอิหร่านว่ากรรโชกทรัพย์ กองทัพเรือสหรัฐฯ จะตามล่า และสกัดกั้นเรือในน่านน้ำสากล ที่จ่ายค่าธรรมเนียมให้อิหร่านเพื่อผ่านช่องแคบ กองกำลังสหรัฐฯจะเริ่มเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่เขากล่าวว่าอิหร่านเป็นคนวางไว้ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ "การประชุมเป็นไปด้วยดี ประเด็นส่วนใหญ่ได้รับการตกลงกัน แต่ประเด็นเดียวที่สำคัญจริงๆ คือนิวเคลียร์ กลับไม่ได้รับการตกลง นับจากนี้เป็นต้นไปกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ดีที่สุดในโลก จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมเรือทุกลำ ที่พยายามเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ" ทรัมป์ กล่าว ทั้งนี้ อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับตลาดพลังงานโลก นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เตือนเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า เรือพลเรือนสามารถข้ามช่องแคบได้ หากปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเฉพาะ แต่เรือรบที่เข้าใกล้ช่องแคบจะถือว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและ "จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง" การจราจรผ่านช่องแคบที่แคบนี้ลดลงอย่างมาก เกือบจะทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลกเป็นอัมพาต และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก ด้าน ผู้ไกล่เกลี่ยเรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับการทูต และหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่การสู้รบ โดย บาดร์ อัลบูไซดี รมว.ต่างประเทศ โอมาน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า "ผมขอเรียกร้องให้ขยายเวลาหยุดยิง และดำเนินการเจรจาต่อไป ความสำเร็จอาจต้องให้ทุกคนยอมเสียสละอย่างเจ็บปวด แต่นั่นเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดจากความล้มเหลวและสงคราม" นอกจากนี้ อิหร่าน ยังออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ว่าเรือรบ 2 ลำของสหรัฐฯ เพิ่งแล่นผ่านช่องแคบเพื่อปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิด และเตือนว่าหากมีเรือรบใดๆ ที่พยายามจะทำเช่นนั้น จะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรง * ข่าว * ต่างประเทศ * สงครามตะวันออกกลาง * สงครามอิหร่าน 2026 * อิหร่าน * ช่องแคบฮอร์มุซ
2 hours ago 0 0 0 0
Preview
'ป่วนนาฬิกา' เวลาไม่ใช่ของเรา | หมายเหตุประเพทไทย EP.622 'ป่วนนาฬิกา' เวลาไม่ใช่ของเรา | หมายเหตุประเพทไทย EP.622 user8 Sun, 2026-04-12 - 20:19 หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยเรื่อง “เวลา” ที่เราอาจคิดว่าเป็นของเรา แต่แท้จริงแล้วอาจถูกกำหนดโดยระบบเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ผ่านบทสนทนากับ สุธิดา วิมุตติโกศล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือ ป่วนนาฬิกา: วรรณกรรมคาดการณ์กับอนาคตนอกเวลาทุนนิยม (2568) โดยชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวันอย่าง “นาฬิกา” และ “เวลา 24 ชั่วโมงที่เท่ากันของทุกคน” ว่าแท้จริงแล้ว เวลาในโลกทุนนิยมทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือจัดระเบียบชีวิต หรือเป็นกลไกที่กำหนดจังหวะการทำงาน การพักผ่อน และความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพของเราโดยที่เราไม่ทันสังเกต จากตัวอย่างความแตกต่างระหว่างเวลาของคนเมืองกับเวลาของคนเรือที่ผูกกับจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง ยังชวนสำรวจว่า “เวลาแบบทุนนิยม” ถูกทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควบคุมได้ และต้องเดินไปพร้อมกันทั้งระบบอย่างไร พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่อง productivity ที่ค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นคุณค่าพื้นฐานของชีวิตสมัยใหม่ อีกช่วงสำคัญของรายการยังชวนทำความเข้าใจแนวคิด ‘speculative fiction’ หรือ ‘วรรณกรรมคาดการณ์’ ในฐานะพื้นที่ทางความคิดที่เปิดให้เราจินตนาการถึงโลกและอนาคตที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นสังคมหลังทุนนิยม โลกหลังหายนะ หรือความเป็นไปได้ของรูปแบบชีวิตที่ไม่ถูกกำกับด้วยเวลามาตรฐานแบบเดียวกัน ท้ายที่สุด ชวนอ่านใหม่ว่าแนวคิด ‘apocalyptic thinking’ ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นการคิดถึง “จุดจบ” เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการถึงการเปลี่ยนผ่าน และตั้งคำถามว่าเราจะสามารถมีชีวิตในแบบอื่น ที่ไม่ถูกควบคุมด้วยจังหวะเวลาของระบบเศรษฐกิจได้หรือไม่ #หมายเหตุประเพทไทย #ป่วนนาฬิกา * ข่าว * วัฒนธรรม * หมายเหตุประเพทไทย * มัลติมีเดีย * สุธิดา วิมุตติโกศล * ป่วนนาฬิกา * วรรณกรรม * ภาวิน มาลัยวงศ์ * ประภาภูมิ เอี่ยมสม
16 hours ago 1 3 0 0
Preview
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6-12 เม.ย. 2569 สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6-12 เม.ย. 2569 auser15 Sun, 2026-04-12 - 15:40 สปส. เปิดเกณฑ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 ย้ำต้องมีสถานะต่อเนื่อง - ส่งเงินครบตามเกณฑ์ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเตรียมความพร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจให้นายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบสถานะของตนเองให้พร้อมก่อนการใช้สิทธิ ซึ่งนายจ้างและผู้ประกันตนที่มีสิทธิลงคะแนนได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีสถานการณ์ขึ้นทะเบียนในระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเดือนที่ประกาศเลือกตั้ง และต้องมีประวัติการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในช่วงเวลา 6 เดือนก่อนการประกาศเลือกตั้ง เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนและการมีส่วนร่วมในกองทุนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิ สำนักงานประกันสังคม ได้เชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนหมั่นตรวจสอบความครบถ้วนของการนำส่งเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันได้พัฒนาช่องทางการชำระเงินให้มีความความสะดวกและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งนายจ้างสามารถดำเนินการผ่านระบบ e-Payment ของธนาคาร เคาน์เตอร์ธนาคาคาร หรือสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่/จังหวัด/สาขาขา ทั่วประเทศ ในส่วนผู้ประกันตนโดยเฉพาะมาตรา 39 และ 40 สามารถชำระได้อย่างสะดวกสบายผ่าน Mobile Banking (Krungthai NEXT, BAAC Mobile, Bangkok Bank Mobile Banking) แอปพลิเคชันเป๋าตัง และ Shopee Pay หรือผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส, โลตัส, บิ๊กชี รวมถึงการหักบัญชีเงินฝากอัดโนมัติซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยรักษาความต่อเนื่องของสถานะสมาชิกได้ดีที่สุด การเตรียมความพร้อมดังกล่าว ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไม่พลาดโอกาสในการเข้ามีส่วนร่วมเลือกตัวแทน เพื่อเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์และบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคงยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกันตนและนายจ้างตรวจสอบจนมั่นใจว่าคณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว สามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าไปลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา: The Coverage, 12/4/2569 กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้ เฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เม.ย.2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ.ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เม.ย.2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน ทั้งนี้ กยศ.ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และจัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือน เม.ย. และ พ.ค.2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” กยศ.ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่ง ที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน ที่มา: Thai PBS, 11/4/2569 รมว.แรงงาน แจงนโยบายแรงงาน เร่งลดภาระประกันสังคม พัฒนาทักษะแรงงาน-ปรับค่าแรงให้เหมาะสม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในการอภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานว่า กระทรวงแรงงานมีภารกิจดูแลแรงงานในระบบประกันสังคมกว่า 20 ล้านคน ตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 รวมถึงแรงงานนอกระบบอีกประมาณ 20 ล้านคน รวมกว่า 45 ล้านคน ทั้งนี้ยอมรับว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน โดยกระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ด้วยการศึกษาแนวทางลดภาระการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ใช้แรงงาน โดยย้ำว่าการดำเนินการต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุน ด้านการพัฒนาทักษะแรงงาน กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าโครงการ เรียนได้งบ จบได้งาน ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น และการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อเปลี่ยนสายงานหรือปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมโครงการยังมีรายได้ระหว่างการฝึกอบรม พร้อมเน้นการฝึกตามความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้เกิดการจับคู่ตำแหน่งงาน (Job Matching) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ รวมถึงความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง ส่วนของการคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้น พร้อมจัดทีมเฉพาะกิจตรวจสอบสวัสดิการแรงงาน และเร่งช่วยเหลือกรณีลูกเรือไทยที่เสียชีวิตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยประสานบริษัทเรือเพื่อจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานทางทะเล และนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ สำหรับแรงงานไทยในต่างประเทศและแรงงานต่างชาติในประเทศไทย กระทรวงแรงงานตั้งเป้าดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศต้องอยู่ในสถานะ ผีน้อย หรือผิดกฎหมายอีกต่อไป และจะดำเนินการร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมถึงแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในการไปทำงานต่างประเทศ ส่วนการปรับค่าแรงขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายปรับเพิ่มให้เหมาะสม โดยจะพัฒนาระบบคำนวณที่คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าการบริหารสำนักงานประกันสังคมจะยึดหลักโปร่งใสและเปิดเผย พร้อมติดตามการตรวจสอบกรณีทุจริต เช่น กรณีอาคารสกายไนน์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยืนยันว่าการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมตามระบบ 1 คนเลือก 7 คน คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปลายปีนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานของกระทรวงแรงงานมุ่งแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน โดยขอให้ประชาชนติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลลัพธ์ของการดำเนินงาน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 10/4/2569 ยอดสมัครทะลุ 4.7 หมื่นคน หลังกรมชลประทานเปิดรับสมัครแรงงานทั่วไทยสู้หน้าแล้ง กรมชลประทานยังคงขับเคลื่อนโครงการจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เสริมในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม โดยมุ่งหวังให้รายได้ส่วนนี้เข้าไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกรในหลายพื้นที่ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการดูแลเกษตรกรทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้ง โดยส่งเสริมให้มีรายได้จากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบชลประทาน สำหรับปีงบประมาณ 2569 นี้ กรมชลประทานได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการจ้างแรงงานไว้กว่า 84,512 คน ปัจจุบันสามารถดำเนินการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปได้แล้วกว่า 47,800 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 57 ของแผนการดำเนินงานทั้งหมด โดยพบว่ากลุ่มจังหวัดที่มีสถิติการจ้างแรงงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่: จำนวน 2,660 คน จังหวัดสกลนคร: จำนวน 2,514 คน จังหวัดนครราชสีมา: จำนวน 1,948 คน ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงเปิดรับสมัครแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจและต้องการสร้างรายได้ในช่วงนี้ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครได้ที่ โครงการชลประทานใกล้บ้านท่าน หรือ สายด่วนกรมชลประทาน 1460 (ติดต่อได้ในวันและเวลาราชการ) ที่มา: SpringNews, 9/4/2569 แรงงานแพลตฟอร์ม ขอพรรคประชาชนตรวจสอบมาตรการเยียวยาแรงงานจากวิกฤตน้ำมัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน นำโดย นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ พร้อมด้วยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ และคณะ รับหนังสือจากนายพูลสิทธิ์ งามฤทธิ์ ตัวแทนคณะทำงานประเด็นแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมด้วยตัวแทนไรเดอร์ เพื่อขอให้ตรวจสอบมาตรการเยียวยาและเร่งรัดการกำกับดูแลคนทำงานแพลตฟอร์ม ตัวแทนคณะทำงานประเด็นแรงงานแพลตฟอร์ม กล่าวว่า จากวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกือบเท่าตัวจากเติมน้ำมันวันละ 107-110 บาท เป็นกว่า 190 บาท ขณะที่ค่ารอบกลับลดลง จนรายได้แทบไม่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ไรเดอร์กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องมาตรการเยียวยาค่าน้ำมัน 300 บาทต่อเดือน ว่าครอบคลุมไรเดอร์ส่งอาหารที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนป้ายเหลืองด้วย หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลระบุจะเยียวยาเพียง 300,000 รายจากไรเดอร์ที่มีอยู่จริงกว่า 1,200,000 ราย อีกทั้งเงิน 300 บาทต่อเดือน หรือเพียงวันละ 10 บาท ไม่เพียงพอต่อสภาวะวิกฤตในปัจจุบัน และขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของมาตรการเยียวยาจากแพลตฟอร์ม หลังบริษัทแพลตฟอร์มแห่งหนึ่ง ประกาศมอบอินเซนทีฟช่วยค่าน้ำมันวงเงิน 10 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติพบว่า แท็กซี่และไรเดอร์ได้รับเงินจริงเพียงคนละประมาณ 50 บาทเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้แพลตฟอร์มแบ่งปันรายได้เพิ่มขึ้นรอบละ 5-10 บาท และปรับค่ารอบให้สอดคล้องกับค่าน้ำมันและค่าครองชีพที่แท้จริง รวมทั้งขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 22 ออกกฎกระทรวงกำหนดสิทธิและสวัสดิการให้แก่คนทำงานแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบันไรเดอร์ยังถูกลดค่ารอบอย่างไม่เป็นธรรม ขาดการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานขั้นพื้นฐาน และไม่มีระบบสวัสดิการที่เพียงพอ ทั้งที่มีไรเดอร์กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ ด้าน สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคตระหนักถึงความเดือดร้อนของกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตน้ำมัน เนื่องจากเป็นการจ้างงานนอกระบบที่ไม่ได้รับความคุ้มครองด้านแรงงานและสวัสดิการอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของรัฐบาลว่าจะเยียวยากลุ่มแรงงานอิสระอย่างไร ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่มีมาตรการดูแลกลุ่มนี้อย่างชัดเจนแล้ว นอกจากนี้ ที่ผ่านมาพรรคได้เคยหยิบยกประเด็นค่า GP ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บสูงถึงร้อยละ 40-50 เข้าสู่กลไกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทั้งนี้ สส. พรรคประชาชนกว่า 20 คน พร้อมอภิปรายทวงถามรัฐบาลในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 9 เม.ย. 2569 จึงขอให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ออกมาชี้แจงแนวทางเยียวยาอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าบริษัทแพลตฟอร์มที่อ้างว่าไรเดอร์ คือ "พาร์ทเนอร์" มีหน้าที่ต้องดูแลหุ้นส่วนของตนในยามวิกฤตด้วยเช่นกัน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/4/2569 รมว.ต่างประเทศ ยืนยัน 3 ลูกเรือมยุรีนารี เสียชีวิตทั้งหมด 8 เมษายน 2569 หนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าลูกเรือ 3 คน ที่อยู่บนเรือมยุรีนารีที่ถูกอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้ ได้เสียชีวิตแล้ว โดยหน่วยกู้ภัยเป็นผู้พบพร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัว นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า สัปดาห์หน้าในวันที่ 15-16 เมษายน 2569 ตนจะเดินทางไปยังประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เพื่อขอบคุณ ที่โอมาน ช่วยประสานการช่วยเเหลือ พร้อมช่วยลูกเรือมยุรีนารี  20 คน ได้อย่างปลอดภัย รวมถึงประเด็นที่สำคัญ ที่โอมาน และอิหร่าน มีการหารือกัน ที่จะร่วมกับบริหารการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ให้มีความปลอดภัย โดยจะใช้โอกาสนี้ติดตามว่า การหารือดังกล่าว มีความคืบหน้าอย่างไร โดยหวังว่า 2 สัปดาห์ จากนี้ไปจะบรรลุการพูดคุย ขณะเดียวกัน ตอนนี้มีเรือขนส่งสินค้าของไทย จำนวน 9 ลำ ที่รอรอสัญญาณ ให้ผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ก็จะใช้โอกาสนี้ ขอให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ได้ ที่มา: Ch7HD, 8/4/2569 กลุ่มไทยไม่ทน แจง กมธ.แรงงาน ปัดเอี่ยวแสวงหาประโยชน์แรงงานต่างด้าว ขอเร่งสอบข้อเท็จจริง นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา รับหนังสือจาก นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ ประธานกลุ่มไทยไม่ทน และคณะ เพื่อขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกพาดพิงและแอบอ้างชื่อไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว นายอัครวุธ กล่าวว่าสาเหตุของการยื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากมีการนำชื่อและภาพของตนไปเชื่อมโยงกับการดำเนินการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ ในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว พร้อมระบุว่าการพาดพิงส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จึงขอให้คณะกรรมาธิการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยเร็ว ด้าน ประธาน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา ระบุว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 7/4/2569 ‘จุลพันธ์’ เคาะใช้สูตรเดิมเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พร้อมหารือ “สธ.-สปสช.” สิทธิสุขภาพ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ว่า ตนได้ศึกษามาบ้างแล้ว เห็นว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะใช้ระเบียบการเลือกตั้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ สูตร 1 เลือก 7 โดยตนจะมีการลงนามภายหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้วในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกรอบระยะเวลา นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตนต้องการให้สำนักงานประกันสังคม(สปส.) เป็นองค์กรหลักที่ดูแล เม็ดเงินของพี่น้องแรงงานได้อย่างมีอิสระ ไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับหรือการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองใดๆ ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะเข้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงการทำงานของ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องมีความอิสระและโปร่งใส ความอิสระ โปร่งใส จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แต่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเท่านั้น แต่ต้องอิสระจากการเมืองทุกฝ่ายทุกสีนะครับ จึงขอเรียกร้องไปยังทาง สปส. ไปยังกลุ่มการเมืองต่างๆ เราต้องการปฏิรูปให้ สปส. ไม่กลายเป็นขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าได้ด้วยความเป็นกลาง นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การลงทุนของ สปส. ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างบอร์ดให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมาหารือเพิ่มเติมแล้วก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะบางอย่างต้องใช้ขั้นตอน การแก้ พ.ร.บ. ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน เรื่องหน่วยลงทุนเราจะปรับกลไกอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและที่สำคัญเป็นมืออาชีพ เพราะตัวอย่างที่ประเทศมาเลเซียกลายเป็นองค์กรระดับโลกสามารถทำได้ในระดับที่เป็นสากล มีการลงทุนทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับ “ประเทศไทยก็ต้องมานั่งคิดว่าเม็ดเงินขนาดนี้จะลงทุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกันตน การลงทุนต้องตอบคำถามได้ ผมไม่ได้หมายความว่า ไม่มีใครที่ไปลงทุนในหน่วยใดๆ แล้วจะได้กำไรทุกไม้ มันผิดพลาดได้ แต่ ณ วันที่เข้าสู่การลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดทุน ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีเหตุและผลที่ยอมรับได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ” นายจุลพันธ์ กล่าว นอกจากนี้ จะดูแลเรื่องสิทธิสวัสดิการโดยตั้งทีมทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องดูสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มแพทย์ มาหารือร่วมกันเพราะมีเรื่องประเด็นการแพทย์คงค้าง ซึ่งต้องพัฒนาปรับปรุงสวัสดิการที่จะให้กับผู้ประกันตนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์สามารถให้บริการได้อย่างมีความสบายใจ เมื่อถามว่ากรณีใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิม 1 เลือก 7 แล้วรัฐมนตรีจะมีมาตรการป้องกันการกินรวบประกันสังคมโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีการประกาศว่าจะกินรวบทั้ง 14 ที่นั่ง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนว่า พวกตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะไม่แทรกแซงและจะพยายามสร้างระบบที่เป็นอิสระมากที่สุด ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องนี้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันตัวประกันสังคมสุดท้ายจะเป็นองค์กรที่สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้แรงงานในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงานมากที่สุด “วันนี้ก็แค่พูดให้ทราบส่งสัญญาณให้ชัดไปยังทุกฝ่ายการเมืองว่าเราถอยคนละก้าวไหม เพราะผมเองก็พูดชัดเจนว่า ผมไม่ยุ่งจะพยายามสร้างระบบเป็นอิสระ ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว ท่านก็ยุติการเข้ามาสร้างกลุ่มสร้างขั้ว เพื่อให้ตัวประกันสังคมเดินหน้าได้อย่างอิสระ ถ้าเราทุกคนคิดกันได้ มันก็เดินหน้าไปได้ครึ่งตัวแล้ว ถ้าไม่ได้มันก็ต้องกลับมาสร้างระบบมาดูกฎหมายว่าจะแก้อย่างไร เพื่อให้เกิดกลไกที่เป็นอิสระจริง ผมพูดชัด แต่ไม่ได้พูดถึงชื่อพรรคการเมืองเท่านั้นเอง” นายจุลพันธ์ กล่าว เมื่อถามว่า แปลว่าระเบียบเลือกตั้ง 1 เลือก 7 อาจจะใช้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ (ก.ค. 69) ส่วนครั้งหน้าจะปรับเปลี่ยนหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ แต่ตนยอมรับว่ามีบางประเด็นที่เป็นจุดโหว่จริงๆ ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร เดี๋ยวไปคุยกัน นายจุลพันธ์ยังกล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบการซื้อตึก SKYY9 อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะทำงาน ซึ่งขณะนี้มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ตนไม่อาจตอบได้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ และคงจะไม่เข้าไปแทรกแซง ก็ต้องให้เวลาท่านไปทํางานเติมตามกระบวนการ ส่วนเรื่องนี้จะจบภายในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มีเวลา 4 ปี ที่ดูแลเรื่องนี้ ที่มา: HFocus, 7/4/2569 เครือข่าย ม.39 ทวงเงินบำนาญชราภาพ ประกันสังคม ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันแรก  ปรากฎว่า ประชาชนผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 ประกันสังคมจำนวนหนึ่ง นำโดยนายสุขประเสริฐ ว่องวิกรัย นายสัตวแพทย์บูรณ์ อารยพล ผู้แทนกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 เข้ายื่นหนังสือต่อนายจุลพันธ์ พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้เดือดร้อนชุดแรกจำนวน 149 รายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) คำนวณเงินบำนาญชราภาพอย่างไม่เป็นธรรม นายสุขประเสริฐ  กล่าวว่า ขอให้รัฐมนตรีฯ รับเรื่องและดำเนินการดังนี้ 1.ช่วยสั่งการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา พี่ 3307/2567 ที่วินิจฉัย ให้กลับไปใช้ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายของมาตรา 33 ในการคำนวณเพื่อความเป็นธรรมสูงสุด ในทันที 2. ขอให้หยุดการดำเนินการ บำนาญสูตรแคร์ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะมีการดึงมาตรา 33 ที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ได้มีความเดือดร้อนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมาตรา 39 ทำให้เราถูกลดบำนาญ 3. ขอให้มีการพิจารณาคืนสิทธิ์บำนาญย้อนหลังที่สูญเสียไป และ 4 ขอให้จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีตัวแทนกลุ่มเครือข่ายมาตรา 39 เข้าเป็นร่วมเป็นคณะทำงานด้วย "มาตรา 39 จะคิดถามที่ 4,800 บาท ซึ่งมาจาก ฐานค่าแรงขั้นต่ำปี 2533 ที่ 90 บาทผมมองว่าไม่เป็นธรรม และเหมือนถูกเอาเปรียบในยุคที่น้ำมันขึ้นราคาไปถึงลิตรละ 50 บาท"นายสุขประเสริฐ  กล่าว ด้านนายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนขอรับเรื่องไปดู และข้อเสนอไปพิจารณาต่อ ระหว่างนี้ ผู้ประกันตนรายหนึ่งพยายามมอบซองบำนาญ ที่เขียนหน้าซองว่า บำนาญฉันคืนประกันสังคม ผ่านไปทางนายจุลพันธ์ พร้อมระบุว่าขอคืนบำนาญอันน้อยนิดให้กับประกันสังคม เพราะมั่นใจในตัวนายจุลพันธ์และมั่นใจในตัวพรรคเพื่อไทย ซึ่งนายจุลพันธ์กล่าวว่าเรื่องนี้ขอรับเป็นด้วยความ แนวความคิดแต่ไม่ขอรับซอง โดยรับปากว่าจะดูให้เกิดความเป็นธรรม ภายหลังจากกาพูดคุย ทางกลุ่มผู้เรียกร้องได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องโดยมีการหยิบ เงินออกจากซองบำนาญที่ยื่นให้นายจุลพันธ์ ไปก่อนหน้านี้ปรากฏว่าเป็น เงินกงเต็ก โปรยขึ้นไปพร้อมกล่าวเสียงดังว่า "ขอคืนเงินบำนาญให้กับประกันสังคมเอาไปใช้ในปรโลก" ที่มา: HFocus, 7/4/2569 คุรุสภาเร่งสอบโรงเรียนนานาชาติเถื่อน จ้างครูไร้ใบอนุญาต ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับกรมการจัดหางาน นำกำลังเข้าตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติเถื่อนย่านประเวศ กรุงเทพฯ เนื่องจากได้รับแจ้งว่า โรงเรียนดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตเปิดโรงเรียน และให้ครูต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน และจากการตรวจสอบ พบว่า โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการให้ชาวต่างชาติมาเป็นครูสอนวิชาต่าง ๆ รวมทั้งเป็นลูกจ้างภายในโรงเรียนจำนวนมาก หลังจากตรวจสอบเอกสารรายบุคคลแล้วพบว่าบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานถึง 10 ราย ในจำนวนนี้มีบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน ไนจีเรีย เป็นต้น จึงได้จับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นั้น ผศ.ดร.อมลรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตาม พรบ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดให้วิชาชีพครูผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น (ศึกษานิเทศก์) เป็นวิชาชีพควบคุม และห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ตามมาตรา 43 นอกจากนั้น มาตรา 46 กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดแสดงด้วยวิธีใดให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา และห้ามไม่ให้สถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 46 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ “กรณีนี้ คุรุสภาได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าโรงเรียนดังกล่าวได้ให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเข้าประกอบวิชาชีพครูซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนหรือไม่ หากมีการอนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนจะเป็นกรณีที่บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่รับอนุญาตจากคุรุสภา และโรงเรียนรับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษาถือว่ามีความผิดมีโทษคือจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งคุรุสภาจะเข้าดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว ที่มา: NBT Connext, 7/4/2569 สส.พรรคประชาชน ห่วงอากาศร้อนทำผู้ใช้แรงงานกลางแจ้งเสียชีวิต นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ระบุว่าในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดเป็นประจำ จนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศร้อน ของเมืองร้อน ความร้อนจึงกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน และมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงความไม่สบายตัว เพียงแค่เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็น่าจะพอทุเลาได้แล้ว ในความเป็นจริง ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ หากดูข้อมูลย้อนหลังในประเทศไทยช่วงปี 2018–2023 ซึ่งเก็บเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก็พบผู้เสียชีวิตรวม 139 ราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ชาย ผู้สูงอายุ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว นอกจากนี้ สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวันให้มากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด การหาที่ร่ม และการลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน” สส. พรรคประชาชน ยังระบุด้วยว่า ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพักและเปิดโอกาสให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย แต่ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน และมีการใช้มาตรฐานอย่าง WBGT อยู่แล้ว กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่ “อากาศร้อน” แต่กำลังเผชิญ “ความร้อนที่ไม่เป็นธรรม” ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 6/4/2569  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
21 hours ago 0 0 0 0
Preview
สหรัฐฯ และอิหร่านเจรจายืดเยื้อ 21 ชั่วโมงที่ปากีสถาน แต่ไร้ข้อตกลง สหรัฐฯ และอิหร่านเจรจายืดเยื้อ 21 ชั่วโมงที่ปากีสถาน แต่ไร้ข้อตกลง auser15 Sun, 2026-04-12 - 15:09 สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาที่กินเวลายาวนานกว่า 21 ชั่วโมง ในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ซึ่งถือเป็นการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 ของอิหร่าน 12 เมษายน 2026 สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดสิ้นสุดลงโดยไม่บรรลุข้อตกลง หลังถกกันนานถึง 21 ชั่วโมง รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) หัวหน้าคณะผู้แทนสหรัฐฯ แถลงก่อนออกเดินทางจากอิสลามาบัดว่าเตหะรานปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขของวอชิงตัน "ข่าวร้ายคือเราไม่ได้ข้อตกลง และผมคิดว่านั่นเป็นข่าวร้ายสำหรับอิหร่านมากกว่าสำหรับสหรัฐฯ" แวนซ์กล่าว โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการ "คำมั่นสัญญาชัดเจน" จากเตหะรานว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงจะไม่แสวงหาเครื่องมือใดๆ ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างรวดเร็ว การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นการพบกันระดับสูงสุดระหว่างวอชิงตันและเตหะรานนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 จอห์น เฮนเดรน (John Hendren) ผู้สื่อข่าว Al Jazeera ในวอชิงตัน บอกว่าการที่ทรัมป์ส่งแวนซ์มาแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเจรจา และการที่แวนซ์กลับไปก็ไม่ได้หมายความว่าการเจรจาสิ้นสุดลง เพราะยังมีประเด็นสำคัญที่ค้างอยู่ทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านยังคงควบคุมอยู่ และช่องว่างในประเด็นนิวเคลียร์ที่กว้างมาก ซึ่งในการเจรจายุคกลางปี 2010 ใช้เวลาหลายปีกว่าจะตกลงกันได้ เอสมาอีล บักออี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ชี้แจงผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาล IRIB ว่า "ตั้งแต่แรกเราไม่ควรคาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงในการประชุมครั้งเดียว ไม่มีใครมีความคาดหวังเช่นนั้น" พร้อมย้ำว่าเตหะราน "มั่นใจว่าการติดต่อกับปากีสถานและมิตรประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะดำเนินต่อไป" โตฮิด อาซาดี (Tohid Asadi) ผู้สื่อข่าวในเตหะราน รายงานว่าฝ่ายอิหร่านไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของจุดขัดแย้ง และชี้ว่าการเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นกว้างกว่าเดิมมาก จากที่เคยเน้นแค่เรื่องนิวเคลียร์ ตอนนี้ต้องแก้ปัญหาตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซไปจนถึงการรับประกันความมั่นคง ซึ่งยิ่งมีประเด็นมากก็ยิ่งมีข้อขัดแย้งมาก โอซามา บิน จาวาอิด (Osama Bin Javaid) ผู้สื่อข่าวในอิสลามาบัด บอกว่าในกรอบที่อิหร่านเสนอก่อนการเจรจา ไม่มีการกล่าวถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด "แต่สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังขอจากอิหร่านตอนนี้คือให้ยกเลิกสิทธิ์ในโครงการนิวเคลียร์ทุกอย่าง แม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์" เขากล่าว พร้อมเตือนว่า "มีทะเลแห่งความไม่ไว้วางใจที่พวกเขากำลังพยายามสร้างสะพานข้าม และการออกคำขาดหลังการเจรจาไม่ได้ช่วยลดช่องว่างนั้นเลย" เรียกร้องให้รักษาการหยุดยิง ปากีสถานเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านรักษาคำมั่นสัญญาในการหยุดยิงและทำงานต่อเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน อิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถาน กล่าวขอบคุณทั้งสองฝ่ายที่ยอมรับบทบาทของปากีสถานในฐานะคนกลาง และหวังว่าทั้งสองจะดำเนินต่อไปด้วยจิตใจบวก สงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทหารและพลเรือน รวมถึงก่อวิกฤตพลังงานโลกหลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ สงครามเกิดขึ้นแม้จะมีการเจรจาหลายรอบ โดยโอมานซึ่งทำหน้าที่คนกลางระบุว่าสงครามเริ่มทั้งที่ข้อตกลง "อยู่ใกล้แค่เอื้อม" คณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยแวนซ์ และคณะผู้แทนอิหร่านนำโดย โมฮาเหม็ด บาเกอร์ กาลีบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภา ได้หารือถึงแนวทางรักษาการหยุดยิงที่ยังเปราะบางจากความขัดแย้งที่รุนแรงและการโจมตีของอิสราเอลต่อฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน โดยล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คนในเขตไทร์จากการโจมตีของอิสราเอล * ข่าว * ต่างประเทศ * สงครามตะวันออกกลาง * สงครามอิหร่าน 2026 * สหรัฐอเมริกา * อิหร่าน * ปากีสถาน
21 hours ago 1 3 0 0
Preview
สวนดุสิตโพลเผย คนไทยหนุนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ยังไม่มั่นใจรัฐแก้วิกฤตได้จริง สวนดุสิตโพลเผย คนไทยหนุนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ยังไม่มั่นใจรัฐแก้วิกฤตได้จริง auser15 Sun, 2026-04-12 - 14:35 ผลสำรวจดุสิตโพล 1,266 คน ชี้ เห็นด้วยสูงสุดกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ความเชื่อมั่นต่อความสำเร็จยังอยู่ระดับปานกลาง ขณะเดียวกันเรียกร้องลดภาษีน้ำมัน-ตรึงราคาสินค้าเป็นมาตรการเร่งด่วน 12 เมษายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,266 คน ระหว่างวันที่ 7–10 เมษายน 2569 เกี่ยวกับการรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล พบว่า แนวทางที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า โดยมีผู้เห็นด้วยในระดับ “มากที่สุด” ถึงร้อยละ 72.27 รองลงมา ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs และการปรับลดงบประมาณภาครัฐเพื่อนำมาช่วยประชาชน อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อความสำเร็จของมาตรการทั้ง 3 แนวทาง พบว่า ประชาชนร้อยละ 34.36 มองว่า “น่าจะสำเร็จ” ขณะที่ร้อยละ 32.23 ยัง “ไม่แน่ใจ” สะท้อนระดับความเชื่อมั่นที่ยังไม่ชัดเจน ในส่วนข้อเสนอเพิ่มเติม ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินมาตรการลดภาษีน้ำมันหรือภาษีสรรพสามิตมากที่สุด ร้อยละ 76.07 รองลงมาคือการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ร้อยละ 75.12 และการเพิ่มเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ โดยเฉพาะการลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น ขณะที่การสื่อสารของรัฐบาลจำเป็นต้องชัดเจนและตรงจุดมากขึ้น ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ระบุว่า แม้ประชาชนจะเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ระดับความเชื่อมั่นยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” ค่อนข้างสูง สะท้อนถึงความท้าทายของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * สวนดุสิตโพล * โพล
22 hours ago 0 0 0 0
Preview
นักวิชาการมองมาตรการ Soft Loan-ลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ เป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก นักวิชาการมองมาตรการ Soft Loan-ลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ เป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก auser15 Sun, 2026-04-12 - 13:30 นักวิชาการธรรมศาสตร์มองรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ เป็นโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission พร้อมเสนอแนะขยายผลความสำเร็จสู่ภาคครัวเรือนผ่าน 3 แนวทาง "หนุนเงินทุนกลุ่มเปราะบาง – ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืนก้าวสู่ Net Metering 1:1 – ลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน" หวังสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน แฟ้มภาพประชาไท 12 เมษายน 2569 รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและราคาค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากต่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ตามแผนที่วางไว้ รศ. ดร.ธนิท กล่าวว่า ขอชื่นชมรัฐบาลที่ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากทางธุรการ โดยเฉพาะการปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 และการลดขั้นตอนของใบอนุญาต อ.1 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนแฝงในการติดตั้งลงอย่างมาก การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม มาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง จึงเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก ทั้งนี้ประกอบด้วย 1. พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5 - 3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก 2. ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1 “การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว 3. ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ “ต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ. ดร.ธนิท กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * พลังงานแสงอาทิตย์ * โซลาร์เซลล์
23 hours ago 0 0 0 0
Advertisement
Preview
‘ปานปรีย์’ เป็นตัวแทน รมว.ต่างประเทศ แสดงความยินดี ‘มินอ่องหล่าย’ ‘ปานปรีย์’ เป็นตัวแทน รมว.ต่างประเทศ แสดงความยินดี ‘มินอ่องหล่าย’ auser15 Sun, 2026-04-12 - 13:01 ‘ปานปรีย์’ เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความยินดี ‘มินอ่องหล่าย’ ในโอกาสเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพจ กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand รายงานว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ รัฐสภาเมียนมา กรุงเนปยีดอ ผู้แทนพิเศษฯ เข้าเยี่ยมคารวะนาย มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เพื่อแสดงความยินดีจากนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด พร้อมกล่าวถึงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับเมียนมาเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีระหว่างกัน ทั้งด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ  * ข่าว * ต่างประเทศ * มินอ่องหล่าย * พม่า
23 hours ago 0 1 0 2
Preview
7 วันอันตรายสงกรานต์ 69 วันที่ 2 (11 เม.ย.) อุบัติเหตุสะสม 344 ครั้ง เสียชีวิต 71 ราย 7 วันอันตรายสงกรานต์ 69 วันที่ 2 (11 เม.ย.) อุบัติเหตุสะสม 344 ครั้ง เสียชีวิต 71 ราย auser15 Sun, 2026-04-12 - 12:35 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2569 วันที่ 2 (11 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุสะสม (10-11 เม.ย.) 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (14 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และพิษณุโลก (จังหวัดละ 3 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด 12 เมษายน 2569 ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุ 208 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 50 ราย สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วัน ของการรณรงค์ (10 – 11 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด ซึ่ง ศปถ. ได้กำชับจังหวัดและ กทม. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ และติดป้ายเตือนพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเส้นทาง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน และห้ามขายแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี พร้อมให้ด่านชุมชนป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนไม่ให้ออกจากพื้นที่ชุมชน นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศปถ. ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 11 เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 208 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 50 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 45.71  ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.76 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 61 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 79.05 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.56 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 25 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 –12.00 น. ร้อยละ 21.90 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 - 29 ปี ร้อยละ 22.88 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (14 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และพิษณุโลก (จังหวัดละ 3 ราย) สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (10 – 11 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ น่าน (17 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ น่าน และลำปาง (จังหวัดละ 17 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และพิษณุโลก (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด อย่างไรก็ตาม วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางถึงพื้นที่แล้ว บางส่วนยังอยู่ระหว่างเดินทางและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บางพื้นที่เริ่มเล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ศปถ. จึงได้ประสานจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตรวจตราพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ติดป้ายเตือนพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเส้นทาง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงควบคุมไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และการเร่ขายในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ สถานที่ท่องเที่ยว และบริเวณจัดงานรื่นเริง ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ. กล่าวว่า ศปถ. ยังคงเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกของ “ด่านชุมชน” ควบคู่กับการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย การไม่มีใบขับขี่ ก่อนออกจากพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งวัน และให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปยังจุดจัดงานเล่นน้ำสงกรานต์ และจุดจัดกิจกรรมทางศาสนา โดยกวนขันห้ามปรามพฤติกรรมการเล่นน้ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน รวมถึงให้ฝ่ายปกครองและ อสม. ใช้กลไกด่านครอบครัวป้องปรามผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * 7 วันอันตราย * เทศกาลสงกรานต์ 2569 * อุบัติเหตุทางถนน
1 day ago 0 0 0 0
Preview
กสม. ชี้ จนท.ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ กสม. ชี้ จนท.ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ auser15 Sun, 2026-04-12 - 11:30 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับ เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและละเมิดสิทธิฯ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ  สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้ร้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของญาติ (ผู้เสียหาย) ณ ศาลจังหวัดพิษณุโลก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 โดยศาลพิพากษาลงโทษผู้เสียหาย จำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลนำตัวผู้เสียหายออกจากห้องพิจารณาคดีโดยใช้ช่องทางเดียวกับจำเลยอื่นและผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ ผู้เสียหายถูกนำตัวไปไว้ที่ห้องรอชำระค่าปรับชั้นล่างของศาล เพื่อรอให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าปรับแทนผู้เสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด (ผู้ถูกร้อง) ได้ยึดกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายและล็อกประตูห้องรอชำระค่าปรับซึ่งภายในห้องมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยง ผู้ร้องสอบถามผู้ถูกร้องว่าเหตุใดจึงรอชำระค่าปรับนาน เนื่องจากไม่เห็นมีผู้ใช้บริการคนอื่น ผู้ถูกร้องแจ้งว่าต้องรอสำนวนของผู้เสียหายออกเลขแดงเสียก่อน เมื่อผู้ร้องชำระค่าปรับเสร็จแล้วจึงนำใบเสร็จไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลที่หน้าห้องรอชำระค่าปรับผู้เสียหายจึงได้รับการปล่อยตัว ผู้ร้องเห็นว่าการควบคุมตัวจำเลยระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เป็นการจำกัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเกินสมควรและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด นำตัวผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอให้ผู้ร้องไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำไปภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้โดยมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่เป็นมาตรฐานกลางที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวบุคคลที่รอชำระค่าปรับไว้ มีเพียงระเบียบศาลจังหวัดพิษณุโลกว่าด้วยการควบคุม การเยี่ยม และการฝากสิ่งของให้ผู้ต้องขัง และผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2564 และประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2564 ที่กำหนดเพื่อให้การปฏิบัติราชการของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำนิยาม “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบและประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก ไม่ได้หมายความรวมถึง “ผู้เสียหาย” ซึ่งเป็นจำเลยที่ไม่ได้ถูกต้องขังตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้ถูกร้องควบคุมตัวผู้เสียหายไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ การกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกร้อง จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR กำหนดไว้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมถึงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายมีโทษเพียงชำระค่าปรับเท่านั้น ซึ่งความมุ่งหมายตามคำพิพากษา คือ ประสงค์ที่จะบังคับต่อทรัพย์ของผู้เสียหายในฐานะจำเลยมากกว่าบังคับกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หรืออิสรภาพ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติให้จำเลยสามารถชำระค่าปรับตามคำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน ดังนั้น การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ก่อน เพื่อรอให้ผู้ร้องหรือญาติของผู้เสียหายไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการบังคับตามคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยมีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกด้วยแต่ให้รอการลงโทษ โดยไม่ให้ควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ และหากจำเลยมีความสามารถที่จะชำระค่าปรับได้ภายในวันเดียวกันนั้น ให้นำตัวจำเลยไปรอชำระค่าปรับที่บริเวณหน้าห้องการเงินของศาลแทน โดยไม่ต้องควบคุมตัว นอกจากนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยตัดตอนท้ายของวรรคแรกที่ระบุว่า “หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” ออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลย * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * กระบวนการยุติธรรม
1 day ago 0 0 0 0
Preview
นายกเยอรมนีขอผู้ลี้ภัยซีเรีย 80% กลับประเทศใน 3 ปี พรรคร่วมรัฐบาลค้าน นายกเยอรมนีขอผู้ลี้ภัยซีเรีย 80% กลับประเทศใน 3 ปี พรรคร่วมรัฐบาลค้าน auser15 Sun, 2026-04-12 - 10:35 ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ประกาศเป้าหมายให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียกว่า 1 ล้านคนในเยอรมนีถึง 80% เดินทางกลับซีเรียภายในปี 2029 หลังพบผู้นำซีเรียคนใหม่ แต่ถูกพรรคร่วมอย่าง SPD วิจารณ์ว่าไร้แผนรองรับและไม่คำนึงถึงผู้ที่หลอมรวมเข้าสังคมแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่านโยบายนี้เสี่ยงซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนแรงงานในประเทศ เนื่องจากชาวซีเรีย 60% มีงานทำแล้ว และ 1 ใน 3 อยู่ในภาคส่วนที่เยอรมนีขาดแคลนคนมากที่สุดอย่างสาธารณสุข 12 เมษายน 2026 มีรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนี ได้ประกาศให้ผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย 80% ในเยอรมนีควรกลับประเทศภายในปี 2029 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เขาหมดวาระในตำแหน่งนายก ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แมร์ซได้ขอให้ชาวซีเรียกลับประเทศตัวเอง ก่อนหน้านี้เขาก็เคยขอให้ชาวซีเรียกลับประเทศตัวเองเพื่อช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองของพวกเขาซึ่งถูกทำลายไปในสงครามกลางเมืองที่โหดร้ายและยาวนาน ซึ่งสงครามกลางเมืองซีเรียได้สิ้นสุดลงในปี 2024 หลังจากที่มีการโค่นล้มผู้นำเผด็จการบาชาร์ อัล-อัสซาด ลงได้ และมีผู้นำคนใหม่คือ อาห์เหม็ด อัล-ชาราอา แมร์ซ ได้ประกาศในเรื่องนี้หลังจากที่เขาได้พบปะกับ อัล-ชาราอา ผู้เดินทางมาที่เยอรมนีช่วงปลายเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้นำสองคนนี้ประกาศร่วมกันว่าจะพยายามทำให้ "ชาวซีเรียกลับประเทศได้มากขึ้น" โดยที่ผู้นำทั้งสองคนได้ตกลงร่วมกันว่าควรจะให้ชาวซีเรีย 80% ที่ลี้ภัยสงครามมาอยู่ที่เยอรมนีกลับประเทศซีเรียภายในเวลา 3 ปีข้างหน้านับจากปี 2024 เยอรมนีเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปที่มีชาวซีเรียพลัดถิ่นอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป คือ มีอยู่มากกว่า 1 ล้านราย ซึ่งส่วนมากเดินทางอพยพเข้าเยอรมนีในช่วงราวปี 2015-2016 ตอนที่กำลังเกิดภัยสงครามในประเทศ แมร์ซได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเมื่อปี 2025 โดยที่ในยุคที่เขาเป็นรัฐบาล เขาก็ได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมาตรการเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องผู้อพยพ แต่การที่แมร์ซประกาศให้ชาวซีเรียต้องออกจากประเทศภายในปี 2029 นั้น ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ส่วนหนึ่งมาจากพรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย SPD ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายกลาง โดยที่ ไอดาน โอโซกุซ สส.พรรค SPD วิจารณ์ว่าคำสั่งของแมร์ซนั้น "ไร้แผนรองรับ ไม่มีกฎหมายสนับสนุน และไม่เคารพต่อคนจำนวนมากที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเราไปแล้ว" พรรค SPD แสดงความไม่พอใจนโยบายเข้มงวดต่อผู้อพยพของแมร์ซ ที่มีทั้งการทำข้อตกลงกับรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิาถานให้เยอรมนีส่งตัวผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานกลับประเทศ รวมถึงอนุญาตให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองเยอรมนีสามารถปฏิเสธผู้แสวงหาที่ลี้ภัยได้ แมร์ซ จากพรรคอนุรักษ์นิยมสายกลาง CDU มีการเปลี่ยนแนวทางจากผู้นำอนุรักษ์นิยมคนเก่าคือ แองเกลา แมร์เคิล ในสมัยของแมร์เคิลนั้นมีนโยบายเปิดกว้างมากกว่าในการรับผู้ลี้ภัย ซึ่งในสมัยของเธอมีการรับผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยรวม 1.2 ล้านรายภายในระหว่างปี 2015-2016 มีมุมมองว่าสาเหตุที่ แมร์ซทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มขวาจัดได้รับความนิยม แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยสำเร็จ เพราะจากผลโพลระบุว่าเขามีคะแนนนิยมใกล้เคียงกับพรรคขวาจัดอย่าง AfD มาก นักเศรษฐศาสตร์มองการให้ชาวซีเรียกลับประเทศมากขนาดนั้น เสี่ยงปัญหาเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ต่างก็เน้นย้ำว่าชาวซีเรียที่ลี้ภัยในเยอรมนีมีความสำคัญต่อกำลังแรงงานในเศรษฐกิจของเยอรมนี มีสถิติของหน่วยงานแรงงานของเยอรมนีระบุว่าผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่เดินทางเข้าเยอรมนีระหว่างปี 2015-2016 ได้รับการจ้างงานแล้ว 60% เทียบกับชาวสัญชาติเยอรมันที่มีการจ้างงานอยู่ที่ 71% สถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW) รายงานว่าลูกจ้างชาวซีเรีย 1 ใน 3 ทำงานอยู่ในภาคส่วนที่กำลังขาดแคลนแรงงานในเยอรมนี เช่น ภาคส่วนสาธารณสุข จากสถิติของสมาคมโรงพยาบาลเยอรมนีระบุว่า มีชาวซีเรียทำงานเป็นบุคลากรการแพทย์มากที่สุดในหมู่บุคลากรจากต่างชาติ โดยมีหมอ 5,745 ราย และพยาบาลราว 2,000 ราย เฟเบียน เซมซาร์ฮา นักวิจัยของ IW กล่าวว่า ในปี 2029 กลุ่มประชากรรุ่นเบบี้บูมเมอร์จะเริ่มเกษียณอายุในเยอรมนีราว 5.1 ล้านราย แต่ก็มีกลุ่มประชากรเข้าสู่ตลาดแรงงานเพียง 2 ล้านรายเท่านั้น เซมซาร์ฮา กล่าวอีกว่าถึงแม้กลุ่มผู้ลี้ภัยซีเรียจะไม่ใช่ "ผู้อพยพด้วยสาเหตุด้านเศรษฐกิจ" แต่กลุ่มชาวซีเรียก็สามารถช่วยลดปัญหาด้านประชากรให้กับเยอรมนีได้ ช่วงปลายปี 2024 แนวร่วมฝ่ายกบฏของซีเรียสามารถโค่นล้มเผด็จการอัสซาดลงได้ แล้วก็จัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต่อมา ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 ก็มีชาวซีเรีย 6,502 รายที่อาสาเดินทางจากเยอรมนีกลับประเทศตัวเอง แต่ก็มีชาวซีเรียส่วนใหญ่ที่บอกว่าอยากรอดูสถานการณ์ก่อนว่ารัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซีเรียจะเป็นอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับ เพราะพวกเขายังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยและยังคงมีความรุนแรงย้อนกลับมาเกิดขึ้นในบางภูมิภาค เรียบเรียงจาก ‘No plan, no legal basis’: Merz sparks backlash over desire to send Syrians home, Politico, 02-04-2026 Germany and Syria 'working jointly' on refugee returns, Chancellor Friedrich Merz says, Euro News, 30-03-2026   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * เยอรมนี * ผู้ลี้ภัย * ซีเรีย
1 day ago 0 2 0 0
Preview
FIDH ผนึก 3 องค์กรสิทธิฯ จี้ รบ.อนุทิน ดัน 10 ประเด็นสิทธิมนุษยชนใน 100 วันแรก FIDH ผนึก 3 องค์กรสิทธิฯ จี้ รบ.อนุทิน ดัน 10 ประเด็นสิทธิมนุษยชนใน 100 วันแรก auser15 Sun, 2026-04-12 - 10:06 สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกในไทย "สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน - iLaw - ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ ผลักดันการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ 10 ข้อที่มีประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง ภายใน 100 วันแรก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เว็บไซต์ iLaw รายงานว่า สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกในไทย ได้แก่ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ผลักดันการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ 10 ข้อที่มีประชาชนได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง เช่น การใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำกัดเสรีภาพการแสดงออกของประชนชน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองอื่นๆ การคุมขังประชาชนที่แสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ รวมถึงปัญหาความแออัดและสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ได้มาตรฐานของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นต้น ในจดหมายเปิดผนึก FIDH และองค์กรสมาชิกในประเทศไทยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยซึ่งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกำหนดนโยบายและบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีต่อกลไกสิทธิมนุษยชนสากลต่างๆด้วย “ในฐานะสมาชิกปัจจุบันของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะรับฟังและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ‘ในการกำหนดและบังคับใช้นโยบายรวมถึงกฎหมาย’ จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะต้องนำข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอีกหลายประการที่ถูกละเลยมานานเกินไป มาปรับใช้ให้เกิดผลจริง” เทปเป โอโนะ (Teppei Ono) รองประธาน FIDH กล่าว ในเอกสารแถลงข่าว ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ FIDH สำหรับประเด็นปัญหา 10 ข้อ ที่ FIDH และองค์กรสมาชิกในประเทศไทยระบุว่าเป็นประเด็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลอนุทินควรเร่งดำเนินการแก้ไขภายใน 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง ได้แก่ 1. การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทำงานให้กับภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิ ซึ่งรวมถึงการประกันเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมและรวมตัวสมาคม รวมถึงการรับประกันว่าคนที่ทำงานดังกล่าวจะไม่ถูกข่มขู่คุกคามเพราะการทำงาน 2. การยุติการดำเนินคดีนักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ประท้วง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนรวมถึง ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังจากการชุมนุมโดยสงบหรือผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก 3. ให้แก้ไขกฎหมายหรือยกเลิกกฎหมายที่มีปัญหา เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และกฎหมายอาญาที่มีปัญหาอื่นๆ เช่น กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ และให้บังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน 4. ให้ดำเนินการสืบสวนกรณีการซ้อมทรมาน การฆ่านอกระบบ และการบังคับศูนย์หาย อย่างเป็นอิสระ รวมถึงให้ดำเนินคดีผู้กระทำการดังกล่าวและชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้รอดชีวิตหรือญาติผู้เสียชีวิต 5. ให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบรรณ พิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต 6. ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในเรือนจำ และปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง รวมถึงข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง 7. ให้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อสร้างหลักประกันด้านความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งรวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศที่มีในกฎหมายหรือการดำเนินนโยบาย รวมถึงสนับสนุนให้มีผู้หญิงอยู่ในผู้มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองทุกระดับ 8. ให้ดำเนินการขจัดความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงในทุกมิติ รวมถึงให้มีการดำเนินการสืบสวนการกระทำและให้การสนับสนุนหรือชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ถูกล่วงละเมิด 9. ให้สร้างหลักประกันการคุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง ด้วยการงดเว้นการดำเนินการจับกุม คุมขัง หรือการส่งปลับไปยังประเทศต้นทาง 10. ให้เพิ่มความพยายามในการดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทบทวนกฎหมายพิเศษทั้งในแง่ตัวบทและการบังคับใช้ รวมถึงให้สอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและดำเนินการชดเชยเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวอย่างเต็มที่ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล * FIDH * สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน * iLaw * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
1 day ago 1 1 0 0
Preview
ครม.เห็นชอบปรับ 'สุไหงโก-ลก' พ้นพื้นที่ความมั่นคง ครม.เห็นชอบปรับ 'สุไหงโก-ลก' พ้นพื้นที่ความมั่นคง auser15 Sun, 2026-04-12 - 09:47 เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ครม.เห็นชอบปรับ 'สุไหงโก-ลก' พ้นพื้นที่ความมั่นคง ย้ำใช้มาตรการให้สอดคล้องสถานการณ์จริง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ภาพจาก: Mh0718/Wikimedia (CC BY-SA 4.0) เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 รองโฆษกฯ ระบุว่า การปรับพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรอบด้าน เห็นว่าระดับสถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สามารถ “ผ่อนคลายมาตรการบางส่วน” ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ และสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้คงมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่อื่นรวม 19 อำเภอ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เพื่อให้การดูแลสถานการณ์ยังคงมีความต่อเนื่อง ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการ “ปรับสมดุล” ระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการฟื้นฟูพื้นที่ โดยยึดหลักใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น เหมาะสมกับระดับสถานการณ์ และไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนเกินความจำเป็น “รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปรับมาตรการให้ทันต่อข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนเดินไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ความมั่นคง * ชายแดนใต้ * สุไหงโก-ลก
1 day ago 0 0 0 0
Preview
'ทรัมป์' ระบุสหรัฐฯ ส่งเรือเก็บทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างเจรจาสันติภาพ 'ทรัมป์' ระบุสหรัฐฯ ส่งเรือเก็บทุ่นระเบิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างเจรจาสันติภาพ auser15 Sun, 2026-04-12 - 09:18 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ระบุว่าได้ส่งเรือพิฆาต 2 ลำ เข้าเก็บทุ่นระเบิดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างที่คณะตัวแทนนำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ทำการเจรจาสันติภาพกับคณะของอิหร่านที่ประเทศปากีสถาน - อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุว่ากองบัญชาการทหารร่วม ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว ภาพจาก: eutrophication&hypoxia (CC BY 2.0)  12 เมษายน 2026 Thai PBS รายงานอ้างสำนักข่าวต่างประเทศว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเจรจาแบบพบหน้ากันอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลาเที่ยงคืน ตามเวลาท้องถิ่นปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศกลางในการเจรจา ซึ่งตรงกับเวลาไทยช่วง 04.36 น. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเรือพิฆาต 2 ลำ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่อิหร่านยึดครองอยู่ เพื่อดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลอิหร่านกล่าวว่ากองบัญชาการทหารร่วมปฏิเสธเรื่องดังกล่าว "เรากำลังกวาดล้างช่องแคบ ไม่ว่าเราจะบรรลุข้อตกลงหรือไม่ก็ไม่สำคัญสำหรับผม" ทรัมป์กล่าวกับนักข่าวขณะที่การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและเวลาใกล้จะถึง 2 นาฬิกาในอิสลามาบัด เขาเรียกการเจรจาว่า "ลึกซึ้งมาก" คณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และคณะผู้แทนอิหร่าน นำโดยประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ได้หารือกับปากีสถานถึงแนวทางในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังถูกคุกคามจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง และการโจมตีอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเลบานอน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเกิน 2,000 รายแล้ว นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านเมื่อปี 1979 การติดต่อโดยตรงที่สุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อประธานาธิบดี บารัค โอบามา โทรศัพท์หาประธานาธิบดี ฮัสซัน รูฮานี ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้ง เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ต่อมา จอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศของโอบามา และโมฮัมหมัด จาวาด ซาริฟ คู่เจรจาของอิหร่าน ได้พบกันระหว่างการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวกินเวลานานกว่าหนึ่งปี คณะผู้แทนอิหร่านกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ว่าพวกเขาได้เสนอ "เส้นแดง" ในการประชุมกับนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ซึ่งรวมถึงการชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลที่จุดชนวนสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569 และการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ สงครามครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 3,000 คนในอิหร่าน 2,020 คนในเลบานอน 23 คนในอิสราเอล และมากกว่าสิบคนในกลุ่มประเทศอาหรับอ่าวเปอร์เซีย และสร้างความเสียหายอย่างถาวรต่อโครงสร้างพื้นฐานในประเทศตะวันออกกลางอีกครึ่งโหล การที่อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ตัดขาดอ่าวเปอร์เซียและการส่งออกน้ำมันและก๊าซของอิหร่านออกจากเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและแก๊สพุ่งสูงขึ้น * ข่าว * ต่างประเทศ * สหรัฐอเมริกา * สงครามตะวันออกกลาง * สงครามอิหร่าน 2026 * อิหร่าน * ช่องแคบฮอร์มุซ
1 day ago 0 0 0 0
Preview
ปชน.วิจารณ์มาตรการเยียวยาผลกระทบราคาพลังงาน "มาช้า-มาน้อย-ไม่ครอบคลุม" ปชน.วิจารณ์มาตรการเยียวยาผลกระทบราคาพลังงาน "มาช้า-มาน้อย-ไม่ครอบคลุม" auser15 Sat, 2026-04-11 - 19:44 พรรคประชาชนแถลงวิจารณ์มาตรการเยียวยาผลกระทบราคาพลังงาน "มาช้า-มาน้อย-ไม่ครอบคลุม" เรียกร้องรัฐบาลต้องกระจายความช่วยเหลือ ดูแลกลุ่มเดือดร้อนไม่ตกหล่น ชี้งบ 7,700 ล้านบาทช่วยประชาชนจริงเพียง 3,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการอุดช่องงบเดิม พร้อมเสนอเปิดข้อมูลปุ๋ย-ขยายสิทธิช่วยเหลือ และใช้งบอย่างโปร่งใสผ่านสภา 11 เมษายน 2569 พรรคประชาชนแถลงข้อเสนอต่อมาตรการเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงาน ภายหลังคณะรัฐมนตรีประชุมนัดพิเศษ โดยระบุว่ามาตรการที่ออกมายังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในวงกว้าง นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า แม้มาตรการจะใช้งบประมาณรวม 7,700 ล้านบาท แต่เมื่อลงรายละเอียดพบว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนจริงเพียงราว 3,000 ล้านบาท ส่วนอีก 4,700 ล้านบาทเป็นการนำไปอุดช่องว่างงบประมาณที่ไม่ได้ตั้งไว้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบประมาณ 2569 ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มสำคัญที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ เช่น ชาวประมงที่ไม่สามารถออกเรือได้ จนกระทบต่อปริมาณอาหารทะเล รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น เม็ดพลาสติก ซึ่งเชื่อมโยงไปยังห่วงโซ่อุปทานด้านบรรจุภัณฑ์ สี และการก่อสร้าง นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการที่มีรายละเอียดชัดเจนที่สุดกลับเป็นการช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐด้านการก่อสร้าง เช่น การปรับสัญญา เพิ่มเพดานราคาน้ำมันดีเซล และการคืนหลักประกันสัญญา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มอื่นในระดับเดียวกัน ด้านนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรค ระบุว่าต้นทุนหลักของภาคเกษตรอยู่ที่ปุ๋ยเคมีและน้ำมัน ซึ่งรวมกันคิดเป็น 40–50% ของต้นทุนทั้งหมด แต่มาตรการที่ออกมายังช่วยได้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะโครงการปุ๋ยธงเขียวที่ยังเข้าถึงเกษตรกรได้เพียงราว 1% ของความต้องการใช้ พรรคเสนอให้ขยายสิทธิการเข้าถึงโครงการปุ๋ยธงเขียวให้ครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลปริมาณและราคาปุ๋ยทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและป้องกันการขายเกินราคา ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง พรรคชี้ว่ายังไม่มีมาตรการช่วยเหลือภาคการเกษตรและประมงอย่างชัดเจน ทั้งที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิต โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เงินช่วยเหลือด้านการศึกษา และวงเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับครัวเรือน เนื่องจากยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค กล่าวเพิ่มเติมว่า แหล่งงบประมาณส่วนใหญ่ในมาตรการรอบนี้ไม่ได้เป็นการเยียวยาใหม่ แต่เป็นการแก้ปัญหาการตั้งงบประมาณของรัฐบาลเอง โดยกองทุนประชารัฐในปี 2569 ถูกตั้งงบไว้เพียง 30,000 ล้านบาท จากที่ควรใช้ราว 50,000 ล้านบาท ทำให้ต้องนำงบกลางมาเติม พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้การโอนงบประมาณดำเนินการผ่านพระราชบัญญัติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้รัฐสภามีส่วนร่วมตรวจสอบ พร้อมระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนสอดคล้องกับระดับความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พรรคประชาชน
1 day ago 1 0 0 0
Advertisement
Preview
112 นักวิชาการ-ภาคประชาชน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง 'อนุทิน' ขอชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ EHIA บกพร่อง-ไม่คุ้มค่า 112 นักวิชาการ-ภาคประชาชน ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง 'อนุทิน' ขอชะลอแลนด์บริดจ์ ชี้ EHIA บกพร่อง-ไม่คุ้มค่า auser15 Sat, 2026-04-11 - 17:13 เครือข่ายนักวิชาการ องค์กรสิ่งแวดล้อม และภาคประชาชน 112 รายชื่อ เรียกร้องนายกรัฐมนตรีชะลอการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง พร้อมเปิดเผยรายงาน EHIA ต่อสาธารณะ ชี้กระบวนการศึกษาไม่โปร่งใส ข้อมูลคลาดเคลื่อน และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน แฟ้มภาพเพจอุบัติเมืองมลพิษแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง  นักวิชาการ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม นักกิจกรรม และภาคประชาชน รวม 112 รายชื่อ ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร–ระนอง และทบทวนกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้อง จดหมายระบุว่า จากการติดตามโครงการอย่างต่อเนื่อง พบข้อบกพร่องสำคัญทั้งในรายงานการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่า รวมถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยชี้ว่า รายงานของหน่วยงานรัฐมีความไม่สอดคล้องกัน และมีข้อสรุปจากบางหน่วยงานว่าการลงทุนในโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการมีลักษณะแยกส่วน และกำหนดขอบเขตเพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งไม่ครอบคลุมผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบอย่างแท้จริง ทำให้ไม่สามารถสะท้อนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ครบถ้วน ในส่วนของรายงาน EHIA โครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ถูกระบุว่ามีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลหลายประการ ทั้งจำนวนสัตว์หน้าดินที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ที่ผิดปกติ รวมถึงการไม่ประเมินความเสี่ยงจากเหตุการณ์สำคัญ เช่น แผ่นดินไหว น้ำมันรั่ว หรือไฟไหม้ ขณะเดียวกัน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังถูกวิจารณ์ว่าขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยส่วนใหญ่เป็นการเข้าร่วมของหน่วยงานรัฐและข้าราชการ อีกทั้งประชาชนยังไม่ได้รับข้อมูลผลกระทบอย่างครบถ้วน จดหมายยังชี้ว่า พื้นที่จังหวัดระนองและชุมพรมีทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ และอยู่ในกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์มีลักษณะขัดแย้งกับศักยภาพของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการที่หน่วยงานรัฐ ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธการเปิดเผยรายงาน EHIA ต่อสาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลดทอนความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ลงนามทั้ง 112 รายชื่อ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายงาน EHIA ทุกฉบับต่อสาธารณะ และทบทวนหรือชะลอกระบวนการผลักดันโครงการ เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลที่มีอยู่ยังมีความบกพร่องและไม่สามารถใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ กลุ่มผู้ลงนามย้ำว่าไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่เห็นว่าการพัฒนาควรตั้งอยู่บนฐานของการคำนึงถึงระบบนิเวศ คุณภาพชีวิตของประชาชน และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน โดยรายชื่อผู้ลงนามในแถลงการณ์มีดังนี้ เครือข่ายนักวิชาการ 1. ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2. อ.ดร.ศิโรนี โต๊ะสัน ม.ราชภัฎสงขลา  3. เจริญพงศ์ พรหมศร นักวิชาการอิสระ 4. ดร.จักรกริช ฉิมนอก โปรแกรมวิชาศิลปกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 5. วิเชียร อันประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 6. ผศ.นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 7. อ.กิติมา ขุนทอง คณะมนุษย์ศาสตร์ฯ ม ราชภัฏสกลนคร 8. ประเทือง นรินทรางกูล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระ 9. ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลล์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 10. ผศ.สุนี ไชยรส มหาวิทยาลัยรังสิต 11. ดร.อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต 12. นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ 13. รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ บังเพลิง ภาควิชามานุษยวิทยาและสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 14. ดร.ภัทรมน สุวพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 15. ผศ.ดร.วรวิทย์ นพแก้ว สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ 16. เยาวนิจ กิตติธรกุล นักวิชาการอิสระ 17. ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ 18. น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ 19. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน  20. ผศ.ภก.ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม 21. รศ.ดร.ภัทรจิต จุมพล กอซโซลี ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 22. รศ. ดร.ภัทรียา กิจเจริญ ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 23. ผศ.ประสาท มีแต้ม ข้าราชการบำนาญ 24. ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 25. นายอัสซูวรรณ เปาะหะ นักวิชาการอิสระ 26. อ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 27. อ.ดร.เทียนชัย สุริมาศ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมธรรมศาสตร์ 28. นายแพทย์วิรุฬ ลิ้มสวาท 29. อาจารย์นิรันดร คำนุ ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 30. ไพลิน กล้าจริง 31. ณัฏฐ์นรี สมบูรณ์ 32. ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 33. ผศ. ดร. ทพ.ประกาศ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ 34. ดร.จตุรงค์ คงแก้ว คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต 35. สุชาติ สวัสดิ์ศรี 36. ดำรง โยธารักษ์ 37. เกื้อ ฤทธิบูรณ์ 38. ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ 39. ผศ.ดร.อารยา บัวบาล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์  40. อ. ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 41. นายสมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 42. สดใส ขันติวรพงศ์ ข้าราชการบำนาญ 43. ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ นักวิชาการอิสระ 44. อ.ธวัช มณีผ่อง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 45. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 46. ผศ.ดร.โสรัจจ์ ประวีณวงศ์วุฒิ มหาวิทยาลัยนครพนม 47. ผศ.ดร.นิลุบล ไพเราะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 48. รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ 49. ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว 50. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 51. จำนงค์ จิตรนิรัตน์  52. อลิสา หะสาเมาะ ลงชื่อนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมและองค์กรทางสิ่งแวดล้อม 53. กลุ่ม Beach for life 54. มูลนิธินักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ 55. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) 56. เครือข่ายสาธารณะศึกษา Feeltrip 57. EEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)  58. Land Watch Thai (กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน) 59. สมัชชาคนจน  60. ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา 61. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน 62. มูลนิธิภาคใต้สีเขียว 63. มูลนิธิรักบ้านเกิด ภาคใต้ 64. อาหารปันรัก 65. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 66. รักษ์เขาใหญ่  67. รักษ์คลองมะเดื่อ 68. ลานยิ้มการละคร 69. กลุ่ม Commons Youth  70. Slash and Burn Collective 71. กลุ่มนักรบผ้าถุง  72. นายอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย 73. นายอภิศักดิ์ ทัศนี 74. ธารา บัวคำศรี (Climate Connectors) 75. อารีฟีน โสะ The Patani RESOURCE 76. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความสิ่งแวดล้อม 77. เฉลิมศรี ประเสริฐศรี 78. วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความ 79. กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย 80. บัญชร วิเชียรศรี นักสื่อสารมวลชน 81. ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ วงสามัญชน 82. ฉัตรชัย สุขอนันต์ 83. ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ 84. เดชา คำเบ้าเมือง 85. สุนันทา ดวงยอด เกษตรกร 86. พิสิฐศักดิ์ ดวงยอด เกษตรกรสวนปาล์ม 87. นายสุรพงษ์ นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม 88. นายคุณพิสิฐ นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม 89. นางจุฬา นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม 90. นายอับดุลเลาห์ อาแว SPAN  91. พีรกิตติ์ ศรีกุล นักศึกษาปริญญาโท 92. นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม 93. นายวุฒิชัย แก้วลำหัด  94. นางสาว อุทัยวรรณ บุญลอย  95. พชร คำชำนาญ 96. ปิยะนารถ ปิ่นเฟื่อง 97. อุสมาน หวังสนิ 98. พรพรรณ วรรณา 99. เปีย วรรณา  100. สมใจ สังข์แสตมป์ 101. กิตติธัช สิงห์เสนา 102. กัญญ์วรา หมื่นแก้ว 103. ชัชวาลย์ ดวงภาค 104. นายดิเรก ชัยชนะ 105. นางจันทิมา ชัยบุตรดี นักรบผ้าถุง 106. นางสาวนาซีเร๊าะ หวะหลำ the sea walk 107. ชลธิชา สันบู The sea walk 108. นิสากร นุ้ยประสิทธิ์ นักรบผ้าถุง 109. สนธยา เจะหนิ นักรบผ้าถุง 110. ครูไวนี สะอุ ครูสอนศาสนา 111. ครูนาซอรี หวะหลำ ครูสอนศาสนา 112. นางไรหนับ เส็น นักรบผ้าถุง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * แลนด์บริดจ์ * ชุมพร * ระนอง
1 day ago 0 1 0 0
Preview
ตัวแทนเจรจา 'อิหร่าน-สหรัฐฯ' เดินทางถึง 'ปากีสถานแล้ว' ตัวแทนเจรจา 'อิหร่าน-สหรัฐฯ' เดินทางถึง 'ปากีสถานแล้ว' auser15 Sat, 2026-04-11 - 16:46 ตัวแทนเจรจาฝั่งอิหร่านเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) โดยมีประธานรัฐสภาและ รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้นำคณะ ด้านฝั่งสหรัฐฯ นำโดย เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี เพิ่งเดินทางถึงวันนี้ (11 เม.ย.) 11 เมษายน 2026 สำนักข่าวไทย รายงานอ้างสื่อของทางการอิหร่านระบุว่าคณะผู้แทนการเจรจาของอิหร่านเดินทางมาถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.) โดยมีนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา และนายอับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นผู้นำคณะ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ เช่น เลขาธิการสภากลาโหม ผู้ว่าการธนาคารกลาง และสมาชิกรัฐสภาอีกหลายคนรวมอยู่ในคณะด้วย ส่วนทางสหรัฐฯ นำโดยนายเจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี ร่วมด้วยนายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ เดินทางถึง ตามรายงานของ CNN  ทั้งนี้ ปากีสถานซึ่งรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพกล่าวแสดงความคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันอย่างสร้างสรรค์ โดยปากีสถานพร้อมจะอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและถาวรเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง การนัดหมายเจรจามีขึ้นหลังจากทรัมป์ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก่อนที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะครบกำหนดเส้นตายที่ทรัมป์เคยประกาศเอาไว้ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านให้สิ้นซากหากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ * ข่าว * ต่างประเทศ * สงครามตะวันออกกลาง * สงครามอิหร่าน 2026 * สหรัฐอเมริกา * อิหร่าน * ปากีสถาน
1 day ago 0 0 0 0
Preview
พบสารหนูเกินมาตรฐาน 'แม่น้ำกก-โขง' หลายจุด เตือนเฝ้าระวังการบริโภคสัตว์น้ำ พบสารหนูเกินมาตรฐาน 'แม่น้ำกก-โขง' หลายจุด เตือนเฝ้าระวังการบริโภคสัตว์น้ำ auser15 Sat, 2026-04-11 - 15:36 กรมควบคุมมลพิษเผยผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 10 (8–11 มีนาคม 2569) พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานหลายพื้นที่ในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา และแม่น้ำโขง พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย บางจุดอยู่ในระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดิน แนะประชาชนปรับพฤติกรรมการบริโภค พร้อมติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานผลการตรวจวัดคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 จากการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 8–11 มีนาคม 2569 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ภายหลังเกิดปัญหาแม่น้ำกกมีความขุ่นผิดปกติ ผลการตรวจพบว่า แม่น้ำกก (จุด KK01–KK15) มีสารหนูเกินมาตรฐานระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินจำนวน 6 จุด และพบในระดับอันตรายอย่างรุนแรง 3 จุด ได้แก่ KK01 KK02 และ KK09 นอกจากนี้ยังพบตะกั่วเกินมาตรฐาน 4 จุด รวมถึงโลหะหนักอื่น เช่น นิกเกิล ทองแดง และโครเมียม เกินค่ามาตรฐานในบางพื้นที่ ในส่วนของลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว พบสารหนูเกินมาตรฐานในระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน ขณะที่แม่น้ำสาย (SA01–SA03) พบสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด และมีโลหะหนักอื่นเกินค่าบางจุด สำหรับแม่น้ำรวก (RU01–RU02) พบสารหนูเกินมาตรฐานในระดับอันตรายอย่างรุนแรงทั้ง 2 จุด เช่นเดียวกับแม่น้ำโขง (NK01–NK03) ที่พบสารหนูเกินมาตรฐานในระดับอันตรายอย่างรุนแรงครบทุกจุดตรวจวัด และยังพบโลหะหนักอื่นเกินค่ามาตรฐานในบางพื้นที่ การวิเคราะห์ภาพรวมชี้ว่า สารหนูในตะกอนดินส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางพื้นที่อยู่ในระดับอันตราย โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับสภาพฤดูแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำน้อย กระแสน้ำไหลช้า และเกิดการสะสมของตะกอนมากขึ้น แม้ผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ คพ.เตือนว่า สารหนูสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารได้ในระยะยาว จึงแนะนำให้ประชาชนปรุงอาหารให้สุก หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำ ลดการบริโภคสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย รวมถึงหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ซึ่งเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อน ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษจะดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนต่อไป * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * สารหนู * แม่น้ำกก * แม่น้ำโขง * เชียงใหม่ * เชียงราย
1 day ago 0 5 0 0
Preview
ครม. อนุมัติ 7,742 ล้านบาท ช่วยเหลือประชาชนรับมือราคาพลังงาน ครม. อนุมัติ 7,742 ล้านบาท ช่วยเหลือประชาชนรับมือราคาพลังงาน auser15 Sat, 2026-04-11 - 14:47 ครม.เคาะงบกลางกว่า 7.7 พันล้านบาท ช่วยเหลือประชาชน รับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนขนส่งและจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพทั่วประเทศ - เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย. 69 11 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท  แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้ 1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท 2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง  ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน 2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน  โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป 3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท  ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น  2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท   3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท   ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้มี (1) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกร ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้ง (2) มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศ ให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้ 1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน 1.1 กลุ่มเปราะบาง: รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป: เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้ 1.2.1 ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 1.2.2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 (2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ (3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท 2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต และมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือน ระยะเวลาโครงการ 3 ปี 3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ 3.1 คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00 - 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ 3.2 มาตรการสำหรับ SMEs : กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง 4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่ง คณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่ 1) กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ) จำนวน 1,354 ล้านบาท 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท 4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท 5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท และ 6) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6 – 19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท นายเอกนิติฯ ยังได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work From Home) ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้าสังกัดเร่งดำเนินการต่อ และแจ้ง สลค. ภายใน 24 เม.ย. 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (11 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และมอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ พร้อมแจ้งยืนยันต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 จากนั้นจะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อพิจารณาร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไปให้ทันกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดาฯ กล่าวต่อว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ยังค้างอยู่ทั้ง 24 ฉบับ ได้แก่ 1) ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของ สผ. จำนวน 20 ฉบับ และ 2. ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา จำนวน 4 ฉบับ แบ่งเป็นของหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้   1) กระทรวงกลาโหม 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2) กระทรวงการคลัง 3 ฉบับ :  1. ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ....  2. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)  3. ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีให้แก่ นางมี รักเสมอวงศ์ พ.ศ. .... 3) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. .... 2. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 4) กระทรวงคมนาคม 5 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่ม (ฆ/4) ว่าด้วยการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ) 2. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ ในท้องที่เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. .... 3. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย - มีนบุรี ในท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตคันนายาว เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... 4. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรีในท้องที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... 5. ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 5) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... 6) กระทรวงยุติธรรม 3 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. ....  2. ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ 3. ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 7) กระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ : 1. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. .... 8) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 1 ฉบับ : ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 9) สำนักงาน ก.พ.ร. 1 ฉบับ :  ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. .... 10) สำนักงาน ปปง. 2 ฉบับ :  1. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. .... 11) สำนักงานศาลยุติธรรม 2 ฉบับ :  1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดี) 2. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  (การกำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานคดีประจำศาลยุติธรรม) อนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กำหนดว่า เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่ยังพิจารณาไม่เสร็จจะถือว่า “ตกไป” ทันที อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีสามารถขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง ซึ่งกรณีนี้คือภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และหากรัฐสภาเห็นชอบ ก็สามารถนำร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาต่อได้ตามขั้นตอนปกติ” นางสาวรัชดาระบุ ที่มาเรียบเรียงจากเว็บไซต์รัฐบาลไทย [1] [2] [3]   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * มติคณะรัฐมนตรี
1 day ago 0 0 0 0
Preview
7 วันอันตรายสงกรานต์ 69 วันแรก (10 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง เสียชีวิต 20 คน 7 วันอันตรายสงกรานต์ 69 วันแรก (10 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง เสียชีวิต 20 คน auser15 Sat, 2026-04-11 - 13:19 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2569 วันแรก (10 เม.ย.) เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 132 คน ผู้เสียชีวิต 20 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ตรัง และสงขลา (จังหวัดละ 8 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ตรัง (9 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และสงขลา (จังหวัดละ 2 ราย) จังหวัด  ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 59 จังหวัด 11 เมษายน 2569 เพจกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM รายงานว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 132 คน ผู้เสียชีวิต 20 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 59 จังหวัด ซึ่ง ศปถ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะถนนสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง และใช้มากลไกท้องถิ่น ท้องที่ และอาสาสมัครประจำ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม และตักเตือนบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่อย่างเข้มข้น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 135 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 132 คน ผู้เสียชีวิต 20 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 37.78 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 22.96 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 70.49 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 78.52 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.15 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 20.74 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 15.01 – 18.00 น. ร้อยละ 21.48 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 60 - 69 ปี ร้อยละ 18.42 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ตรัง และสงขลา (จังหวัดละ 8 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ตรัง (9 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และสงขลา (จังหวัดละ 2 ราย) จังหวัด  ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 59 จังหวัด คาดว่าในวันนี้ถนนสายหลักที่ออกสู่ภูมิภาคจะมีปริมาณรถหนาแน่นทุกเส้นทาง เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวไปยังต่างจังหวัด ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจราจรติดขัดเป็นบางช่วง ศปถ. ประสานทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะถนนสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยให้ความสำคัญกับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถย้อนศร ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ แซงในที่คับขัน ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ใช้รถจักรยานยนต์ที่ไม่ปลอดภัย บรรทุกท้ายกระบะ ไม่มี พ.ร.บ. และไม่ชำระภาษีรถ รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบผู้ที่ยังตกค้างในสถานีขนส่งและตรวจสอบสภาพรถ พนักงานขับรถ และพนักงานประจำรถต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ ไม่เสพสารเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ไม่บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งที่กำหนด และตรวจสอบการใช้รถตู้ส่วนบุคคลที่ลักลอบประกอบการขนส่งผู้โดยสารโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับการบริหารจัดการเส้นทาง ให้พิจารณาการใช้กรวยจราจร การตั้งไฟแจ้งเตือน เพื่อให้ประชานชทราบล่วงหน้าในจุดที่มีการตั้งด่านชุมชน บริเวณเกาะสี และจุดกลับรถ หากมีการปิดจุดดังกล่าวให้ติดตั้งไฟส่องสว่างอย่างชัดเจน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ประชาชนผู้ขับขี่ยานพาหนะ เตรียมพร้อมร่างกาย ยานพาหนะ การมีประกันภัยภาคบังคับ และต่อภาษีรถตามกำหนด หากเกิดอุบัติเหตุจะได้รับความคุ้มครองทั้งตนเอง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุ ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ. ยังได้เน้นย้ำให้จังหวัดใช้กลไกท้องถิ่น ท้องที่ และอาสาสมัครให้ความสำคัญกับ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม และตักเตือนบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ พร้อมใช้มาตรการ “เคาะประตูบ้าน” ให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ จากการติดตามพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปและมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและง่วงนอนได้ง่าย หากมีอาการดังกล่าวขอให้จอดพักรถในที่ปลอดภัยเพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถก่อนเดินทางต่อ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ส่วนพื้นที่ภาคใต้มีอากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ขอให้ประชาชนขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ตลอดจนขอฝากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน มีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้เส้นทาง ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์มีแต่ความสุขและความปลอดภัย ท้ายนี้ หากประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุ สามารถแจ้งเหตุได้ทางระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ระบบ iDEMS ที่แจ้งพิกัดผ่าน Video Call สายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 และสายด่วนศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356 รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * 7 วันอันตราย * เทศกาลสงกรานต์ 2569 * อุบัติเหตุทางถนน
1 day ago 1 0 0 0
Preview
ชายสระแก้วอารยะขัดขืน ใส่เสื้อ 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' ยืนหน้าหน่วยคัดเลือกทหารกองเกิน ชายสระแก้วอารยะขัดขืน ใส่เสื้อ 'ยกเลิกเกณฑ์ทหาร' ยืนหน้าหน่วยคัดเลือกทหารกองเกิน Pazzle Sat, 2026-04-11 - 12:36 ประชาชนชายชาวสระแก้ว อายุ 26 ปี ใส่เสื้อติดป้ายข้อความ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และ “หยุดละเมิดสิทธิของประชาชน” ไปหน่วยคัดเลือกทหารกองเกิน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว    11 เม.ย. 2569 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว มีประชาชนชายชาวสระแก้ว (สงวนชื่อ-นามสกุล) อายุ 26 ปี ใส่เสื้อติดป้ายข้อความ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” “หยุดละเมิดสิทธิของประชาชน” ประชาชนชายชาวสระแก้วดังกล่าวระบุว่า ตนเองได้ไปที่หน่วยคัดเลือกทหารกองเกินในวันนี้ (11 เม.ย. 2569) เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร โดยใช้วิธีการเขียนข้อความลงบนกระดาษกาวติดลงบนเสื้อ 2 ข้อความ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และ “หยุดละเมิดสิทธิของประชาชน” ซึ่งปีนี้ตนเองอายุ 26 ปี เข้าสู่ช่วงเวลาที่ต้องเกณฑ์ทหารแล้ว เนื่องจากสิ้นสุดระยะเวลาการผ่อนผันในปีนี้พอดี ก่อนหน้านี้ได้ใช้สิทธิผ่อนผันในฐานะนิสิตจุฬาฯ แต่เมื่อลาออกจากมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถขอผ่อนผันต่อได้อีก แต่วันนี้ขอแสดงจุดยืนอารยะขัดขืนไม่เห็นด้วยต่อระบบการเกณฑ์ทหารทั้งหมด โดยไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหาร และใส่เสื้อที่มีป้ายข้อความยกเลิกเกณฑ์ทหารไปยืนที่หน้าหน่วยคัดเลือกทหารกองเกิน เบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวเห็นตนเองมายืน แต่ไม่ได้มีการเข้ามาห้ามปรามหรือสอบถามแต่อย่างใด เหตุการณ์ดำเนินไปโดยสงบ ประชาชนชายชาวสระแก้วดังกล่าวระบุถึงเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหารว่า เป็นสิทธิของตนเองที่ต้องปกป้อง การบังคับเกณฑ์ทหารไม่ได้รวมถึงตนเองแค่คนเดียว แต่ยังรวมถึงคนอื่นๆ ในสังคมด้วยที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับเรื่อง แต่อาจจะยังไม่กล้าออกมาต่อต้านการเกณฑ์ทหารเนื่องจากความเสี่ยงต่างๆ และการที่คนคนหนึ่งๆ ต้องเข้าไปเป็นทหารยังกระทบต่อชีวิตและหน้าที่การงานของพวกเขาอย่างมาก เช่น บางคนเรียนทางสายเทคโนโลยีมาการเข้าไปเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี ทำให้เขาตามเทคโนโลยีไม่ทัน ตอนปลดประจำการออกมาเขาจะทำงานต่อได้อย่างไรอีก และหลายคนมีความเสี่ยงสูงที่จะตกงานหรือหางานทำไม่ได้หลังเกณฑ์ทหาร หรือถ้าเก่งคอมพิวเตอร์ก็อาจถูกเอาตัวไปช่วยงานนาย นอกจากนี้ ส่วนตัวและครอบครัวมีการทำใจมาส่วนหนึ่งแล้วว่าต้องโดนดำเนินคดีเนื่องจากไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร หนทางที่แย่ที่สุดคือตนเองสู้คดีไม่ชนะและติดคุก หรือถูกนำตัวไปเป็นทหาร แต่ตนเองมองว่าในช่วงเวลานี้เป็นระยะเวลาที่น่าจะลองเสี่ยงอารยะขัดขืนดูได้ เพราะพรรคประชาชนกำลังเสนอร่ากฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหารเข้าสภา ถ้าแอคชั่นของตนเองทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารได้บ้าง ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ถึงแม้จะต้องติดคุกก็ตาม   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * เพจยกเลิกเกณฑ์ทหาร * สระแก้ว * ทหาร
2 days ago 2 2 0 0
Preview
ผู้นำ 'ก๊กมินตั๋ง' หวังไต้หวันปรองดองจีน หลังพบ 'สี จิ้นผิง' ผู้นำ 'ก๊กมินตั๋ง' หวังไต้หวันปรองดองจีน หลังพบ 'สี จิ้นผิง' auser15 Sat, 2026-04-11 - 12:13 'เฉิง ลี่เหวิน' ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน และประธานาธิบดีจีน 'สี จิ้นผิง' พบกันที่กรุงปักกิ่ง แสดงจุดยืนคัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน ต้องการให้มีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกันอย่างสันติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 เฉิง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้พบปะกันที่กรุงปักกิ่ง ทั้งสองแสดงจุดยืนคัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน และแสดงความต้องการให้มีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกันอย่างสันติ การพบปะครั้งนี้เป็นที่จับตา เนื่องจากพรรคก๊กมินตั๋ง แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ทว่าปัจจุบันครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติของไต้หวัน เฉิงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของไต้หวันที่ได้พบกับสี จิ้นผิง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว ของไต้หวันได้พบกับผู้นำจีนที่สิงคโปร์เมื่อปี 2558 และทั้งสองได้พบกันอีกครั้งที่จีนเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะที่หม่าไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ทั้งเฉิงและหม่าสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอนุรักษนิยม ที่สนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์กับจีน ภายใต้กรอบที่ไต้หวันยังคงเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ปกครองตนเอง นอกจากการหารือแบบปิด ทั้งสองได้ถ่ายภาพร่วมกันที่มหาศาลาประชาชน พร้อมทั้งกล่าวถ้อยแถลงต่อสาธารณะ เฉิงเน้นย้ำว่าผู้นำจีนและไต้หวันควรร่วมมือกันเพื่อ “ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองและความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน” “ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของทั้งสองฝ่าย เราหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงที่อาจเป็นชนวนของความขัดแย้ง หรือเป็นกระดานหมากรุกของมหาอำนาจภายนอก แต่ควรเป็นช่องแคบที่เชื่อมโยงสายใยครอบครัว อารยธรรม และความหวัง เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพที่ชาวจีนทั้งสองฝั่งปกป้องร่วมกัน”  เฉิงกล่าว ถ้อยแถลงของเฉิงสอดแทรกแนวคิดที่เป็นที่คุ้นเคยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีการชื่นชมความสำเร็จในการขจัดความยากจนสัมบูรณ์ และเป้าหมายในการบรรลุ “การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน” ผู้นำทั้งสองยังกล่าวคัดค้านการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยคาดว่าพาดพิงถึงการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันด้วย ในการหารือแบบเปิด สีจิ้นผิงเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันของไต้หวันและจีน โดยระบุว่า “ประชาชนจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงพี่น้องชาวไต้หวัน“ ได้ “ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน“ “บรรดาลูกหลานของจีนทุกคนมีรากเหง้าและจิตวิญญาณแบบจีนร่วมกัน สิ่งนี้มีที่มาจากสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของเรา ไม่อาจถูกลืมและไม่อาจถูกลบเลือนได้“ สี จิ้นผิงกล่าว พร้อมเสริมว่า จะ “ทำงานเพื่อสันติภาพ” ในช่องแคบไต้หวันร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และภาคส่วนอื่นๆ ในไต้หวัน ชะลองบการทหาร เหวินทีซุง นักวิจัยอาวุโสที่ร่วมงานทางไกลกับ Global China Hub ของ Atlantic Council ให้ความเห็นว่า เฉิงอาจกำลังส่งสัญญาณชะลอการเสริมสร้างกำลังทางทหารของไต้หวัน สังเกตได้จากที่เฉิงพูดถึง ‘การจัดวางเชิงสถาบันเพื่อป้องกันสงคราม’ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่หมายความว่า พรรคก๊กมินตั๋งจะป้องกันสงครามโดยหลีกเลี่ยงการใช้แนวทางด้านการทหารและการป้องปราม ในสภานิติบัญญัติ พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมาก ได้ขัดขวางงบประมาณพิเศษสำหรับการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาหลายเดือนแล้ว โดยให้เหตุผลว่าร่างงบประมาณลาโหมดังกล่าวมีขนาดใหญ่และคลุมเครือเกินไป พร้อมกับเสนอทางเลือกที่มีมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์แทน ก่อนการหารือระหว่างสีจิ้นผิงและผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ ชิงเต๋อ จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party - DPP) ของไต้หวันได้เผยแพร่โพสต์บนเฟสบุ๊คว่า พรรคก๊กมินตั๋ง “จงใจหลีกเลี่ยงการเจรจาระหว่างพรรค” ขณะชะลอการอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษ ประธานาธิบดี' ไล่ชิงเต๋อ' โต้ สันติภาพต้องอยู่บนความเป็นจริง ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ กล่าวว่ารัฐบาลของเขาสนับสนุนสันติภาพเช่นกัน แต่ไม่ใช่ “ความเพ้อฝันที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” แม้สี จิ้นผิงจะให้คำมั่นเรื่องสันติภาพ แต่จีนกลับเพิ่มกำลังทางทหารในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2565 กองทัพจีนซ้อมรบด้วยกระสุนจริงหลายวันในช่องแคบไต้หวันมาแล้วกว่า 6 ครั้ง บนเส้นทางน้ำกว้างราว 180 กิโลเมตรที่แบ่งไต้หวันออกจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ “ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การประนีประนอมกับระบอบอำนาจนิยมมีแต่จะทำให้สูญเสียอธิปไตยและประชาธิปไตย มันจะไม่ได้นำมาซึ่งเสรีภาพ และก็จะไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพ” ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ระบุบนเฟสบุ๊ค จีนกล่าวหาผู้นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าว่ากำลังผลักดัน “การแบ่งแยกดินแดน” ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้ามีนโยบายสนับสนุนอัตลักษณ์ที่แตกต่างของชาวไต้หวัน และในช่วงสิบปีมานี้ได้พยายามยกระดับบทบาทของไต้หวันบนเวทีโลก จนสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง การเดินทางเยือนจีนของเฉิงถูกจับตามองในสังคมไต้หวัน โดยเฉพาะในฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้นำจีนได้ตัดขาดการติดต่อกับผู้ไต้หวันอย่างเป็นทางการ แม้ว่ายังคงมีการสื่อสารผ่านช่องทางอื่นๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง ไม่นานนักหลังพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นสู่อำนาจในปี 2559 เฉิงกล่าวว่าเป้าหมายหลักของเธอคือการแสวงหา “การปรองดอง” บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน แต่ไม่ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่าเธอสนับสนุนการรวมชาติระหว่างไต้หวันกับจีนหรือไม่ ประวัติศาสตร์ 'พรรคก๊กมินตั๋ง-พรรคคอมมิวนิสต์จีน' แม้ปัจจุบันพรรคก๊กมินตั๋งเรียกร้องความปรองดองสมานฉันท์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรคไม่ได้ราบรื่นมาโดยตลอด หลังจีนโค่นล้มระบบจักรพรรดิเมื่อปี 2454นำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำสงครามกลางเมืองนองเลือดในปี 2470-2480 และพักรบชั่วคราวเพื่อร่วมกันต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังพรรคก๊กมินตั๋งเพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋งได้ร่นถอยไปมาตั้งรกรากในไต้หวัน พร้อมให้คำมั่นว่าจะกลับไปยังจีนในวันหนึ่ง ความขัดแย้งนี้ไม่เคยได้รับการยุติอย่างสมบูรณ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงอ้างว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตน และยังคงมุ่งมั่นที่จะผนวกไต้หวันในอนาคต สภากิจการแผ่นดินใหญ่ (Mainland Affairs Council) ของไต้หวันซึ่งกำหนดนโยบายต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า ถ้อยคำของเฉิงที่กล่าวว่าไต้หวันและจีนเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” เป็นการบิดเบือนข้อพิพาทด้านอธิปไตยให้กลายเป็นเพียงความขัดแย้งภายใน แทนที่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างสองรัฐบาล แม้ไต้หวันยังคงมีชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐจีน” แต่ประเทศได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเมืองครั้งใหญ่ นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยใน 2530 ส่งผลให้ไต้หวันมีความเป็นชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น ในปี 2568 การสำรวจอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อของไต้หวัน พบว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตัวเองเป็น “ชาวไต้หวัน” เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2535 ซึ่งเป็นปีแรกของการสำรวจ ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็น “ทั้งไต้หวันและจีน” ลดลงจาก 46.4% เหลือ 31.7% ขณะที่ผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็น “ชาวจีน” ลดลงจาก 25.5% เหลือเพียง 2.5% ที่มา: Taiwan opposition leader calls for ‘reconciliation’ after meeting Xi (Al Jazeera, 10 April 2026)   * ข่าว * ต่างประเทศ * จีน * ไต้หวัน * พรรคก๊กมินตั๋ง * เฉิง ลี่เหวิน * สี จิ้นผิง
2 days ago 0 0 0 0
Preview
กกต. เคาะวันเลือกตั้งท้องถิ่น 'กรุงเทพฯ-พัทยา' 28 มิ.ย. 2569 กกต. เคาะวันเลือกตั้งท้องถิ่น 'กรุงเทพฯ-พัทยา' 28 มิ.ย. 2569 auser15 Sat, 2026-04-11 - 11:11 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา เปิดรับสมัคร 28 พ.ค.-1 มิ.ย. และเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 11 เมษายน 2569 หลายสื่อ อาทิ ไทยโพสต์ คมชัดลึก และ ข่าวสด รายงานตรงกันว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ ในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ นอกจากนี้ กกต. ได้แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี ประสาน ปลัดกรุงเทพมหานคร และปลัดเมืองพัทยา เตรียมเสนอร่างประกาศให้มีการเลือกตั้ง เพื่อให้การดำเนินการจัดการเลือกตั้งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 12 ทั้งนี้ กกต. กำหนดวันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย. และวันเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. เวลา 08.00 – 17.00 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงขอเชิญชวนผู้ที่ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งศึกษาคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ก่อนที่จะสมัครรับเลือกตั้งต่อไป * ข่าว * การเมือง * กกต. * เลือกตั้งท้องถิ่น * กรุงเทพมหานคร * เมืองพัทยา
2 days ago 0 0 0 0
Advertisement
Preview
'ศุภจี' แจงโครงการท่องเที่ยว 365 วัน คนละมิติปัญหาฝุ่น PM2.5 'ศุภจี' แจงโครงการท่องเที่ยว 365 วัน คนละมิติปัญหาฝุ่น PM2.5 auser15 Sat, 2026-04-11 - 10:55 'ศุภจี' แจงโครงการท่องเที่ยว 365 วัน คนละมิติปัญหาฝุ่น PM2.5  ยืนยันรัฐดำเนินการขนานกัน พร้อมเดินหน้าแก้ราคามะพร้าวทั้งระบบ ส่วนการตั้งคณะที่ปรึกษารับมือวิกฤตเศรษฐกิจไม่ใช้งบของรัฐ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวชี้แจง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการอภิปรายโครงการ “365วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” การตั้งคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และสถานการณ์ราคามะพร้าว นางศุภจี กล่าวถึงกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการอภิปรายถึงโครงการ “365วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ว่า การอภิปรายดังกล่าวมุ่งนำเสนอศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศไทยในแต่ละฤดูกาลตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่นอย่างยิ่ง และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแก้ไขโดยตรงอยู่แล้ว เนื่องจากปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่ยังกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ด้วย ทั้งสองเรื่องจึงต้องดำเนินการควบคู่กันในต่างมิติ สำหรับการตั้งคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี ชี้แจงว่า ได้ทาบทามผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขามาร่วมงาน โดยไม่คำนึงถึงสังกัดพรรคการเมือง เพราะต้องการนำความรู้และประสบการณ์มาช่วยรับมือกับวิกฤตในหลายมิติ ทั้งการค้า ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายนนี้ และต้องการให้การเจรจารอบนี้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าตำแหน่งที่ปรึกษาดังกล่าวไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนที่มาช่วยงานล้วนมาด้วยความสมัครใจ จึงขอให้ทำความเข้าใจว่าไม่มีการใช้งบประมาณของรัฐแต่อย่างใด ด้านสถานการณ์ราคามะพร้าว นางศุภจี กล่าวว่า ยินดีรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ว่าราคาจะอยู่ที่ 3 บาทหรือ 7 บาทก็ยังไม่พอใจ โดยชี้แจงว่าราคาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณผลผลิต มะพร้าวที่ยังอยู่บนต้นหรือตกคุณภาพอาจมีราคาเพียง 3 บาท ในขณะที่มะพร้าวคุณภาพดีอาจขายได้ถึง 7-10 บาท แต่ทั้งนี้ยังเห็นว่า มะพร้าวไทยมีศักยภาพที่จะทำราคาได้สูงกว่านี้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการควบคุมคุณภาพ การแปรรูป และการบริหารจัดการผลผลิต โดยยอมรับว่าไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ศุภจี สุธรรมพันธุ์ * โครงการท่องเที่ยว 365 วัน * PM2.5
2 days ago 0 0 0 0
Preview
กสม.แนะทบทวน 'โครงการมหาดไทยสีขาว' บังคับ จนท.ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม กสม.แนะทบทวน 'โครงการมหาดไทยสีขาว' บังคับ จนท.ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม auser15 Sat, 2026-04-11 - 10:27 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยกรณี อบต.สีชมพู จ. ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจหาสารเสพติดแบบเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายบุญเกื้อ  สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 13/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้ กสม. เผยกรณี อบต.สีชมพู จ.ขอนแก่น บังคับเจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เป็นการละเมิดสิทธิฯ แนะ มท. ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวให้รัดกุม นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู (อบต.สีชมพู) โดยในการประชุมบุคลากรของ อบต.สีชมพู เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 2) แจ้งว่า นายอำเภอสีชมพู จ.ขอนแก่น (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีนโยบายให้บุคลากรทุกคนต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสารเสพติด หากบุคคลใดไม่เข้ารับการตรวจจะมีผลกับการจ้างงานในอนาคต ผู้ร้องจึงต้องจำยอมเข้ารับการตรวจหาสารเสพติด และปรากฏว่าผลการตรวจปัสสาวะของผู้ร้องเป็นบวก ผู้ร้องเห็นว่า การที่นายอำเภอสีชมพูตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเสพยาเสพติด และบังคับให้ผู้ร้องเข้ารับการตรวจโดยไม่ยินยอม อีกทั้งเมื่อผลการตรวจเป็นบวกแล้ว นายก อบต. สีชมพูยังบีบบังคับให้ผู้ร้องเขียนใบลาออก จึงขอให้ตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการที่กระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 115 (3) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นเสพยาเสพติด จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีการตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมตามคำร้องนี้เป็นการดำเนินการตามโครงการมหาดไทยสีขาว ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น เพื่อสอดส่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้มีความจำเป็นต้องตรวจหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวม เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้เหตุผลดังกล่าวจะพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเหตุที่จะดำเนินการได้ตามที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติ ดังนั้น การที่นายอำเภอสีชมพูไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจ ประกอบกับแจ้งว่าหากบุคคลใดไม่ยินยอมและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจจะแจ้งหัวหน้าของหน่วยงานนั้นทราบเพื่อให้มาตรวจจนครบทุกคน จึงมีลักษณะเป็นการบีบบังคับและใช้มาตรการกดดันผู้ร้อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวที่ต้องให้ผู้เข้ารับการตรวจยินยอมและสมัครใจโดยปราศจากการบังคับ รวมถึงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการให้ความยินยอมจากผู้เข้ารับการตรวจ อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมโดยไม่จัดให้ผู้ร้องแสดงความยินยอมก่อนตามคำร้องนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในลักษณะเหมารวมยังเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นในภายหลัง กล่าวคือ หากตรวจพบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกายก็ต้องแสดงความสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามกฎหมาย แต่ในกรณีไม่เข้ารับการบำบัดรักษาและหากเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมาย วินัย และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เคร่งครัดกว่าบุคคลทั่วไป กระทรวงมหาดไทยมีแนวปฏิบัติให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานดำเนินการทางวินัยและดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย ประเด็นร้องเรียนว่านายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 บังคับให้ผู้ร้องลาออกจากการเป็นพนักงานจ้างหลังปรากฏผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องได้ยื่นใบลาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นการยื่นใบลาออกล่วงหน้าก่อนตรวจหาสารเสพติด 2 วัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่า การลาออกจากงานของผู้ร้องมีสาเหตุมาจากการบีบบังคับของนายก อบต.สีชมพู โดยตรง หรือเป็นเจตนาของผู้ร้องเองเพื่อที่จะไม่ให้ถูกดำเนินการทางวินัยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ไม่สามารถติดต่อผู้ร้องเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ จึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณาว่า นายก อบต.สีชมพู ผู้ถูกร้องที่ 2 ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมการปกครองให้ทบทวนการดำเนินโครงการมหาดไทยสีขาวในทางปฏิบัติให้รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น พร้อมทั้งให้กำหนดรูปแบบการให้ความยินยอมในลักษณะที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีถ้อยคำไม่กำกวม ใช้ภาษาที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และผู้ให้ความยินยอมสามารถยกเลิกความยินยอมได้ ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความยินยอมโดยอิสระและปราศจากการบังคับเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงแจ้งกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้อำนาจหรือมาตรการทางสังคมกดดันให้ผู้เข้ารับการตรวจลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความยินยอมก่อนเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดด้วย * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * โครงการมหาดไทยสีขาว * ยาเสพติด
2 days ago 0 0 0 0
Preview
กองทัพพม่ากลับมาเปิดทางหลวงสายเอเชีย 'เมียวดี-กอกะเร็ก' แต่ก็ยังห้ามลำเลียงสินค้า กองทัพพม่ากลับมาเปิดทางหลวงสายเอเชีย 'เมียวดี-กอกะเร็ก' แต่ก็ยังห้ามลำเลียงสินค้า auser15 Sat, 2026-04-11 - 10:13 รัฐบาลทหารพม่าประกาศกลับมาเปิดถนนส่วนหนึ่งของเส้นทางหลวงสายเอเชีย AH1 อีกครั้ง คือช่วงถนนสายหลักเมียวดี-กอกะเร็ก หลังจากที่ปิดไปนานเกือบ 2 ปีเพราะการสู้รบ แต่ก็ยังคงมีการห้ามไม่ให้ลำเลียงสินค้านำเข้าจากไทยผ่านเส้นทางนี้ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ก็มองว่าถนนยังคงไม่ปลอดภัยเพราะการสู้รบยังไม่ได้สิ้นสุดลงจริงอย่างที่รัฐบาลทหารอ้าง https://www.irrawaddy.com/wp-content/uploads/2026/04/Myawaddy-trade-34261803-feat-750x375.jpg ภาพจาก: The Irrawaddy รัฐบาลทหารพม่าได้สั่งเปิดเส้นทางหลวงสายเอเชีย AH1 ในส่วนที่เป็นถนนสายหลักเมียวดี-กอกะเร็ก อีกครั้ง หลังจากที่มีการปิดเส้นทางนี้มาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เพราะมีการสู้รบระหว่างกองทัพเผด็จการพม่ากับกองกำลังฝ่ายต่อต้านบนพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็ยังคงเป็นการเปิดเพื่อให้สัญจรเท่านั้นยังไม่ได้เปิดเพื่อให้มีการขนส่งลำเลียงทางการค้า อย่างไรก็ตาม คนในพื้นที่ก็บอกว่าถนนเส้นทางดังกล่าวนี้ยังคงไม่ปลอดภัยเพราะคงมีการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ๆ คนสัญจรผ่าน โดยมีรายงานจากคนในพื้นที่ว่ามีการสู้รบอยู่ที่สองเมืองบนถนนเส้นนี้คือเมืองกอกะเร็ก และ เมืองโจนโด ชาวบ้านที่เมียวดีบอกว่า ยังคงไม่มีใครกล้าเดินทางผ่านถนนสายเมียวดี-กอกะเร็กในตอนที่เพิ่งกลับมาเปิดใหม่ พวกเขาคงต้องรอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน ชาวบ้านมองว่ากองทัพพม่าและกองกำลังพันธมิตรของกองทัพพม่าควรจะเป็นฝ่ายเริ่มใช้ถนนเองก่อนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามันปลอดภัยสำหรับประชาชน เพราะแม้แต่ในตอนนี้กองทัพพม่าเองก็ยังไม่กล้าที่จะใช้เส้นทางนี้เลย เส้นทางหลวงสายเอเชีย AH1 มีระยะทาง 132 กม. จากเมืองพะอัน รัฐกะเหรี่ยงเชื่อมไปสู่เมียวดีซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ติดกับชายแดนไทย เป็นเส้นทางที่สำคัญที่สุดสำหรับการลำเลียงสินค้าเพื่อการค้าขายระหว่างไทย-พม่า ซึ่งทำมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี แต่ในเดือน ธันวาคม 2023 ก็มีการปะทะกันหนักขึ้นระหว่างกองกำลังฝ่ายต่อต้านกับกองทัพพม่า ทำให้มีการสั่งปิดเส้นเป็นการชั่วคราวในช่วงระหว่างกอกะเร็กกับเมียวดีเป็นระยะทาง 31 เมตร ในเดือน เมษายน 2024 ฝ่ายต่อต้านก็สามารถยึดถนนส่วนกอกะเร็ก-เมียวดีไปอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาได้อย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะถูกกองทัพพม่ายึดคืนกลับไปเป็นของพวกเขาในเดือน กันยายน 2025 อีก 7 เดือนถัดมารัฐบาลทหารถึงได้ยกเลิกการปิดถนนบางส่วน โดยที่ยังคงมีการห้ามไม่ให้รถบรรทุกที่ขนสินค้านำเข้า-ส่งออกผ่านทางได้ แต่ให้เพียงแค่รถส่วนบุคคลผ่านไปได้เท่านั้น ทำให้ถึงแม้ว่าจะมีคำสั่งเปิดถนนแล้วก็ตามแต่การค้าขายก็ยังคงไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้แล้วยังมีปัญหาในเรื่องที่เขตการค้าเมียวดีใกล้กับชายแดนไทยได้รับความเสียหายจากการสู้รบและยังคงไม่สามารถใช้การได้ ส่วนสะพานมิตรภาพไทย-พม่าหมายเลข 2 ที่เชื่อมเมียวดีกับแม่สอดก็ยังคงปิดไม่ให้ผ่าน ผู้ค้าขายนำเข้าเปิดเผยว่าเมื่อเส้นทางยังไม่สามารถเปิดให้ใช้การได้ พวกเขาจึงต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางภูเขาที่ยังไม่ได้ตัดถนนเพื่อขนส่งลำเลียงสินค้าแทน ซึ่งเป็นช่องทางที่ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพราะเป็นเส้นทางที่ไกลกว่าและต้องจ่ายค่าผ่านทางให้กับรัฐบาลทหารและกองกำลังฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหาร ซึ่งในปี 2025 ผู้ใช้รถบรรทุก 12 ล้อจะต้องจ่ายเงินค่าผ่านด่านรวม 4.5 ล้านจ๊าด (ราว 68,600 บาท) นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องเส้นทางภูเขาที่่ยากลำบากด้วย ในขณะเดียวกันกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงฝ่ายต่อต้านก็บอกว่า รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้สามารถควบคุมถนนเส้นทางกอกะเร็ก-เมียวดีได้ทั้งหมดอย่างที่อ้างไว้ แต่พวกเขาประกาศเช่นนี้เพื่อต้องการให้เกิดความเชื่อที่ว่า ถ้าหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็จะโบ้ยความผิดไปให้กับกลุ่มต่อต้านได้ ทางกลุ่มต่อต้านเปิดเผยอีกว่าเนื่องจากพวกเขาใช้วิธีการรบแบบกองโจรทำให้พวกเขาสามารถโจมตีเพื่อยึดถนนนี้คืนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เนื่องจากประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดถนนนี้ ทำให้ถ้าหากพวกเขาโจมตีรัฐบาลทหารที่จุดนี้ ก็จะถูกกล่าวโทษ หาว่าเป็นผู้สร้างผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ ผู้อาศัยในกอกะเร็กยืนยันในเรื่องเดียวกันโดยบอกว่า สาเหตุที่การสู้รบในพื้นที่นี้ยุติลงเป็นเพราะฝ่ายกองทัพพม่าไม่ได้เคลื่อนกำลังพลต่อ แต่ฝ่ายต่อต้านก็ไม่ได้ถอนกำลังออกไปแต่อย่างใด การปะทะอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ในช่วงที่มีการปิดถนนเส้นนี้เป็นเวลาหลายปี ก็มีการขนส่งสินค้าไทยผ่านเส้นทางทิวเขาดอนะ หรือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก ที่กลุ่มติดอาวุธกะเหรี่ยงครอบครองพื้นที่อยู่ เหล่าผู้ค้าได้หันมาใช้เส้นทางนี้แทนหลังจากที่กองทัพพม่าเริ่มยึดของนำเข้าจากไทยอ้างว่าเป็น "สินค้าผิดกฎหมาย" โดยมีจุดประสงค์แฝงเพื่อต้องการให้กองกำลังกะเหรี่ยงเก็บภาษีไม่ได้แล้วทำให้เกิดภาวะขาดแคลน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย–เมียนมา ได้หารือกับตัวแทนฝั่งพม่าในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการข้ามแดน เช่น การกลับมาเปิดสะพายมิตรภาพไทย-พม่า หมายเลข 2 รวมถึงประเด็นเสถียรภาพชายแดน และก่อนหน้านี้ในวันที่ 18 มีนาคม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมคณะ ก็ได้เดินทางเยือนกรุงเนปิดอเพื่อพบปะกับรัฐบาลทหารพม่า เรียบเรียงจาก Myanmar Junta Reopens Key Thai Border Trade Route Amid Security Concerns, The Irrawaddy, 02-04-2026 Tensions Rise as Myanmar Junta Reopens Asian Highway, Blocks Karen-Controlled Routes, The Irrawaddy, 03-04-2026   * ข่าว * ต่างประเทศ * พม่า * ทางหลวงสายเอเชีย * เมียวดี * กอกะเร็ก * ชายแดนไทย-พม่า * แม่สอด
2 days ago 0 0 0 0
Preview
'หวั่นสังคมหยุดพูดความจริง' 'ชลนัฏฐ์' จี้รัฐบาลออก กม.กันฟ้องปิดปาก ยุติฟ้อง ปชช.ที่วิจารณ์สุจริต 'หวั่นสังคมหยุดพูดความจริง' 'ชลนัฏฐ์' จี้รัฐบาลออก กม.กันฟ้องปิดปาก ยุติฟ้อง ปชช.ที่วิจารณ์สุจริต ภาพปก: ชลนัฏฐ์ โกยกุล (ที่มา: TP Channel) XmasUser Sat, 2026-04-11 - 10:00 'ชลนัฏฐ์' สส.พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลอนุทิน ถอนฟ้องประชาชนที่วิจารณ์โดยสุจริตทันที และเร่งเสนอกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก หากปล่อยต่อไป จะไม่มีใครในสังคมกล้าออกมาพูดความจริงหรือวิจารณ์ผู้มีอำนาจ ย้ำเตือน ยังมีนักโทษทางการเมืองจำนวนมากที่ไม่ได้ออกไปพบครอบครัวช่วงสงกรานต์   เมื่อ 10 เม.ย. 2569 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์ เมื่อเวลา 20.09 น. ที่อาคารรัฐสภา ชลนัฏฐ์ โกยกุล สส.พรรคประชาชน เขตบางบอน จอมทอง หนองแขม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ร่วมกล่าวอภิปรายในการประชุมร่วม วาระแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเธอแสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และตั้งคำถามต่อเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองจริงหรือไม่ หรือรัฐจะปล่อยให้การฟ้อง SLAPP จากทำร้ายประชาชนที่ออกมาตรวจสอบรัฐบาลและกลุ่มทุนใหญ่  สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมรัฐปล่อยให้มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และใช้นิติสงครามเป็นอาวุธทำลายล้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำใมปล่อยให้มีการเชือดไก่ให้ลิงดู ขัดขวางไม่ให้ประชาชนออกมาปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม  ชลนัฏฐ์ วิจารณ์ว่า ในคำแถลงของรัฐบาลอนุทิน 2 มีการเอ่ยถึงหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และความเป็นธรรม เพียงแค่ 2 บรรทัดเท่านั้น ไม่ได้มีการลงรายละเอียดเลยว่าจะมีกลไกป้องกันการฟ้องปิดปากอย่างไรบ้าง เธอกล่าวต่อว่า พูดถึงความร้ายกาจของการฟ้องปิดปาก ประเทศไทย ถือว่าเป็นแชมป์อาเซียน ในเรื่องของการฟ้องปิดปาก อันดับ 1 ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2568 มีคดีลักษณะนี้ประมาณ 600 คดี และผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน คนที่ออกมาปกป้องชุมชนของตัวเอง ขณะที่นักการเมือง และสื่อมวลชน ก็ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาฟ้องสื่อมวลชน และประชาชน จากกรณีที่ไปยืนสังเกตการณ์พตรวจสอบบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และเป็นการยัดข้อหาต่อประชาชน ที่ต้องการการเลือกตั้งที่โปร่งใส ต่อมา ชลนัฏฐ์ ยกตัวอย่างในภาคเอกชน และธุรกิจ ก็มีการฟ้อง SLAPP ต่อวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิ BIOTHAI เรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท จากการเปิดโปงความจริงเพื่อปกป้องระบบนิเวศ รวมถึงกรณีของสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จากการออกมาวิจารณ์เรื่องสัมปทานโรงไฟฟ้า "คนที่ฟ้องคดีเขาไม่ต้องการชนะคดี แต่เขาต้องการให้จำเลยเหนื่อย สิ้นเปลือง เสียสุขภาพจิตไม่ไหวจนหยุดพูดไปเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการฟ้องคดี SLAPP  "เมื่อคนหนึ่งคนโดนฟ้องปิดปาก ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อเขาคนเดียว แต่ทำให้เกิดภาวะความหวาดกลัวในสังคม คนที่มีเรื่องที่อยากจะพูด เขาเลือกจะเงียบ ส่วนคนที่เคยพูดไปแล้ว ไม่พูดต่อดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง สังคมจะมีคนที่กล้าพูดความจริงน้อยลงเรื่อยๆ" สส.พรรคประชาชน ระบุ สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า ผลกระทบของการฟ้องปิดปาก ยังส่งผลถึงเศรษฐกิจอีกด้วย เพราะรัฐบาลตั้งเป้าอยากจะเข้าร่วมกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งกลุ่มนี้เขาให้ความสำคัญกับโปร่งใส และหลักนิติธรรม และแบบนี้เขาจะให้เราเข้าร่วมกลุ่มหรือ เขาไม่ได้ดูแค่คำประกาศของรัฐบาล แต่เขาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในประเทศอย่างเป็นธรรมหรือไม่  เมื่อกฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเพียงเสือกระดาษ มีการอัปเดตกฎหมาย Anti-SLAPP ไปแล้วใช่หรือไม่ พรรคประชาชนตื่นตูมเกินไปหรือเปล่าในเรื่องนี้ ชลนัฏฐ์ ระบุว่า ข้อเท็จจริงนี้ถูกต้อง เพราะเคยมีการแก้ไข ป.วิอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 เมื่อปี 2562 ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีที่ไม่สุจริตได้ แต่ความจริง คือมาตราเหล่านี้แทบไม่เคยได้ใช้จริง เพราะศาลมักจะรับฟ้องไว้ก่อน และค่อยวินิจฉัยตอนจบ ซึ่งประชาชนสิ้นเนื้อประดาตัว หมดแรงไปแล้ว  อีกปัญหาก็คือ ศาลมักมีดุลยพินิจที่ไม่ชัดเจน และตีความ SLAPP ค่อนข้างกว้าง ทั้งหมดนี้ทำให้กฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น   พฤติกรรมของผู้มีอำนาจ คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าคดี ชลนัฏฐ์ กล่าวว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เคยฟ้องสื่อมวลชน และอดีต สส. ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายโควิด-19 ก่อนหน้านี้เคยฟ้องเศรษฐา ทวีสิน เพราะไปปราศรัยเรื่องกัญชาเสรี แต่พอจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ก็ไปถอนฟ้องออก สรุปกฎหมายมีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรม หรือเพื่อการเมืองกันแน่ ต่อมา สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการฟ้อง บ.ก.บห. สำนักข่าว The Isaan Record จากการรายงานข่าวเรื่องคดีแรงงานไทยในฟินแลนด์ และฟ้อง บ.ก.เนื้อหา แม้ว่าปลายทางของคดีจะเป็นการยกฟ้องก็ตาม แต่ระหว่างนั้น 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี ประชาชนมีคดีติดตัวเป็นตราบาปทางสังคมไปแล้ว และนี่คือความเลวร้ายของการฟ้องปิดปาก ไม่ต้องชนะคดี แต่ทำให้คนหยุดพูดก็พอ นอกจากนี้ เธอยังมีข้อเสนอถึงรัฐบาลอนุทิน 2 จำนวน 3 ข้อ เพื่อสร้างมาตรฐานป้องกันการฟ้องปิดปาก ประกอบด้วย  * ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการฟ้องปิดปาก ท่านสามารถทำให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการถอนฟ้องประชาชนทันที * สร้างมาตรฐาน โดยให้หน่วยงานรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่ฟ้องประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต * เร่งรัดกระทรวงยุติธรรม ออกร่าง Anti-SLAPP ของรัฐบาล เข้ามาพิจารณาในสภาฯ ต่อมา ชลนัฏฐ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์คดีความทางการเมืองในปัจจุบัน โดยตอนนี้มีนักโทษการเมือง จำนวน 2,000 กว่าคน ในจำนวน 1,300 คดี และมี 600 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด  "พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบัน ทุกคนในที่นี้ได้มีโอกาสกลับไปหาครอบครัว ได้มีโอกาสพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ว่ามีแค่คนบางคน นักโทษการเมืองที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น  "อานนท์ นำภา โทษสูงเหลือเกิน จำคุก 31 ปี 9 เดือน ‘เก็ท’ โสภณ โทษรวม 4 คดี 10 ปี 6 เดือน 'ครูใหญ่' อรรถพล โทษรวม 5 ปี และ ‘ไผ่ ดาวดิน’ โทษ 2 ปี 12 เดือน ล่าสุดวันนี้เพิ่งโดนปฏิเสธการขอประกันตัว  "...นี่คือความเจ็บปวด เราควรจะต้องมีการลงโทษคนเหล่านี้หรือไม่ มันเป็นการลงโทษที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรมหรือไม่” ชลนัฏฐ์ กล่าว  ท้ายสุด เธอกล่าวว่า ในการแถลงนโยบายด้านสังคมของรัฐบาล มีคำพูดสวยหรูในข้อ 15 บอกว่าเราต้องพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล ให้อยู่ร่วมกันแบบมีความรับผิดชอบ อยู่ด้วยกันแบบสมานฉันท์ อยากถามกลับไปยังรัฐบาลว่าถ้าอยากให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรีภาพ ช่วยสอนคนในรัฐบาลด้วยกันก่อน อย่าฟ้องประชาชนซี้ซั้ว และให้เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน อย่าปล่อยให้ประชาชนเหนื่อยในการออกมาพูดความจริง  * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ชลนัฏฐ์ โกยกุล * พรรคประชาชน * อนุทิน ชาญวีรกูล * สุชาติ ชมกลิ่น * ฟ้องปิดปาก * SLAPP * กฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก * Anti-SLAPP * นักโทษการเมือง
2 days ago 0 0 0 0
Preview
เครือข่ายภาคใต้แถลงค้าน 'แลนด์บริดจ์-SEC' ชี้เอื้อทุนข้ามชาติ ขอรัฐทบทวนด่วน เครือข่ายภาคใต้แถลงค้าน 'แลนด์บริดจ์-SEC' ชี้เอื้อทุนข้ามชาติ ขอรัฐทบทวนด่วน auser15 Sat, 2026-04-11 - 09:43 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ชี้เป็นการเปิดทางให้ทุนข้ามชาติถือครองที่ดิน กระทบอธิปไตยประเทศ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลยุตินโยบายดังกล่าวทันที เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ ออกเผยแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในพื้นที่ภาคใต้ของรัฐบาล ได้แก่ โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง–ชุมพร โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และการผลักดันกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งเคยถูกเสนอเข้าสู่รัฐสภาแล้ว แถลงการณ์ระบุว่า ด้วยอิทธิพลทางการเมืองในรัฐสภาของรัฐบาล ทำให้การผลักดันนโยบายดังกล่าวสามารถดำเนินไปได้โดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้านของประชาชน ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตต่อการแสดงความเห็นของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทั้งที่การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่แล้วเสร็จ และยังมีข้อกังขาจากนักวิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ว่าขาดความคุ้มค่า เครือข่ายฯ ยังชี้ถึงงบประมาณโครงการแลนด์บริดจ์ที่สูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท และเนื้อหาในร่างกฎหมาย SEC ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งเปิดช่องให้นิติบุคคลต่างชาติสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายที่ดิน โดยเห็นว่าเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่ทุนข้ามชาติอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เครือข่ายมองว่านโยบายดังกล่าวอาจซ่อนผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มผู้มีอำนาจ มากกว่าจะมุ่งประโยชน์สาธารณะ และเป็นแนวทางพัฒนาที่เคยก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยุติและทบทวนนโยบายทั้งหมด พร้อมเสนอให้ปรับแนวทางสู่การพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ยังระบุว่า หากรัฐบาลไม่รับฟังข้อเรียกร้อง ภาคประชาชนจะขยายการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างกว้างขวาง เพื่อยับยั้งแนวคิดดังกล่าวต่อไป * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * แลนด์บริดจ์ * ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ * SEC
2 days ago 0 0 0 0