สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6-12 เม.ย. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 6-12 เม.ย. 2569
auser15
Sun, 2026-04-12 - 15:40
สปส. เปิดเกณฑ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 ย้ำต้องมีสถานะต่อเนื่อง - ส่งเงินครบตามเกณฑ์
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเตรียมความพร้อมก้าวสู่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2569 โดยมุ่งเน้นสร้างความเข้าใจให้นายจ้างและผู้ประกันตนตรวจสอบสถานะของตนเองให้พร้อมก่อนการใช้สิทธิ ซึ่งนายจ้างและผู้ประกันตนที่มีสิทธิลงคะแนนได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีสถานการณ์ขึ้นทะเบียนในระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเดือนที่ประกาศเลือกตั้ง และต้องมีประวัติการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนรวมกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในช่วงเวลา 6 เดือนก่อนการประกาศเลือกตั้ง เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนและการมีส่วนร่วมในกองทุนอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิ สำนักงานประกันสังคม ได้เชิญชวนนายจ้างและผู้ประกันตนหมั่นตรวจสอบความครบถ้วนของการนำส่งเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันได้พัฒนาช่องทางการชำระเงินให้มีความความสะดวกและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งนายจ้างสามารถดำเนินการผ่านระบบ e-Payment ของธนาคาร เคาน์เตอร์ธนาคาคาร หรือสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่/จังหวัด/สาขาขา ทั่วประเทศ
ในส่วนผู้ประกันตนโดยเฉพาะมาตรา 39 และ 40 สามารถชำระได้อย่างสะดวกสบายผ่าน Mobile Banking (Krungthai NEXT, BAAC Mobile, Bangkok Bank Mobile Banking) แอปพลิเคชันเป๋าตัง และ Shopee Pay หรือผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส, โลตัส, บิ๊กชี รวมถึงการหักบัญชีเงินฝากอัดโนมัติซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยรักษาความต่อเนื่องของสถานะสมาชิกได้ดีที่สุด
การเตรียมความพร้อมดังกล่าว ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไม่พลาดโอกาสในการเข้ามีส่วนร่วมเลือกตัวแทน เพื่อเข้ามาดูแลสิทธิประโยชน์และบริหารกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคงยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกันตนและนายจ้างตรวจสอบจนมั่นใจว่าคณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว สามารถติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าไปลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา: The Coverage, 12/4/2569
กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้
เฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เม.ย.2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง
นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ.ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เม.ย.2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน
ทั้งนี้ กยศ.ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และจัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือน เม.ย. และ พ.ค.2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”
กยศ.ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่ง ที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
ที่มา: Thai PBS, 11/4/2569
รมว.แรงงาน แจงนโยบายแรงงาน เร่งลดภาระประกันสังคม พัฒนาทักษะแรงงาน-ปรับค่าแรงให้เหมาะสม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในการอภิปรายการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานว่า กระทรวงแรงงานมีภารกิจดูแลแรงงานในระบบประกันสังคมกว่า 20 ล้านคน ตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 รวมถึงแรงงานนอกระบบอีกประมาณ 20 ล้านคน รวมกว่า 45 ล้านคน ทั้งนี้ยอมรับว่า วิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงาน โดยกระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ด้วยการศึกษาแนวทางลดภาระการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ใช้แรงงาน โดยย้ำว่าการดำเนินการต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุน
ด้านการพัฒนาทักษะแรงงาน กระทรวงแรงงานจะเดินหน้าโครงการ เรียนได้งบ จบได้งาน ภายใต้การดูแลของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเดิมที่มีอยู่ให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น และการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เพื่อเปลี่ยนสายงานหรือปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี โดยผู้เข้าร่วมโครงการยังมีรายได้ระหว่างการฝึกอบรม พร้อมเน้นการฝึกตามความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้เกิดการจับคู่ตำแหน่งงาน (Job Matching) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังบูรณาการการทำงานร่วมกับหลายกระทรวง เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาทักษะแรงงานด้านเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ รวมถึงความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง
ส่วนของการคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้น พร้อมจัดทีมเฉพาะกิจตรวจสอบสวัสดิการแรงงาน และเร่งช่วยเหลือกรณีลูกเรือไทยที่เสียชีวิตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยประสานบริษัทเรือเพื่อจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานทางทะเล และนำร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศ
สำหรับแรงงานไทยในต่างประเทศและแรงงานต่างชาติในประเทศไทย กระทรวงแรงงานตั้งเป้าดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศต้องอยู่ในสถานะ ผีน้อย หรือผิดกฎหมายอีกต่อไป และจะดำเนินการร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมถึงแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายแฝงในการไปทำงานต่างประเทศ
ส่วนการปรับค่าแรงขั้นต่ำ กระทรวงแรงงานมีเป้าหมายปรับเพิ่มให้เหมาะสม โดยจะพัฒนาระบบคำนวณที่คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้แรงงาน
ขณะเดียวกัน ยืนยันว่าการบริหารสำนักงานประกันสังคมจะยึดหลักโปร่งใสและเปิดเผย พร้อมติดตามการตรวจสอบกรณีทุจริต เช่น กรณีอาคารสกายไนน์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยืนยันว่าการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมตามระบบ 1 คนเลือก 7 คน คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปลายปีนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวทิ้งท้ายว่า การทำงานของกระทรวงแรงงานมุ่งแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน โดยขอให้ประชาชนติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลลัพธ์ของการดำเนินงาน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 10/4/2569
ยอดสมัครทะลุ 4.7 หมื่นคน หลังกรมชลประทานเปิดรับสมัครแรงงานทั่วไทยสู้หน้าแล้ง
กรมชลประทานยังคงขับเคลื่อนโครงการจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้เสริมในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม โดยมุ่งหวังให้รายได้ส่วนนี้เข้าไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางความตึงเครียดของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเกษตรกรในหลายพื้นที่
นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการดูแลเกษตรกรทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้ง โดยส่งเสริมให้มีรายได้จากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบชลประทาน สำหรับปีงบประมาณ 2569 นี้ กรมชลประทานได้ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการจ้างแรงงานไว้กว่า 84,512 คน
ปัจจุบันสามารถดำเนินการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปได้แล้วกว่า 47,800 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 57 ของแผนการดำเนินงานทั้งหมด โดยพบว่ากลุ่มจังหวัดที่มีสถิติการจ้างแรงงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่: จำนวน 2,660 คน จังหวัดสกลนคร: จำนวน 2,514 คน จังหวัดนครราชสีมา: จำนวน 1,948 คน
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงเปิดรับสมัครแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจและต้องการสร้างรายได้ในช่วงนี้ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสมัครได้ที่ โครงการชลประทานใกล้บ้านท่าน หรือ สายด่วนกรมชลประทาน 1460 (ติดต่อได้ในวันและเวลาราชการ)
ที่มา: SpringNews, 9/4/2569
แรงงานแพลตฟอร์ม ขอพรรคประชาชนตรวจสอบมาตรการเยียวยาแรงงานจากวิกฤตน้ำมัน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน นำโดย นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ พร้อมด้วยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ และคณะ รับหนังสือจากนายพูลสิทธิ์ งามฤทธิ์ ตัวแทนคณะทำงานประเด็นแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมด้วยตัวแทนไรเดอร์ เพื่อขอให้ตรวจสอบมาตรการเยียวยาและเร่งรัดการกำกับดูแลคนทำงานแพลตฟอร์ม
ตัวแทนคณะทำงานประเด็นแรงงานแพลตฟอร์ม กล่าวว่า จากวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกือบเท่าตัวจากเติมน้ำมันวันละ 107-110 บาท เป็นกว่า 190 บาท ขณะที่ค่ารอบกลับลดลง จนรายได้แทบไม่เหลือหลังหักค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ไรเดอร์กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็น ได้แก่ ขอความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องมาตรการเยียวยาค่าน้ำมัน 300 บาทต่อเดือน ว่าครอบคลุมไรเดอร์ส่งอาหารที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนป้ายเหลืองด้วย หรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลระบุจะเยียวยาเพียง 300,000 รายจากไรเดอร์ที่มีอยู่จริงกว่า 1,200,000 ราย อีกทั้งเงิน 300 บาทต่อเดือน หรือเพียงวันละ 10 บาท ไม่เพียงพอต่อสภาวะวิกฤตในปัจจุบัน และขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของมาตรการเยียวยาจากแพลตฟอร์ม หลังบริษัทแพลตฟอร์มแห่งหนึ่ง ประกาศมอบอินเซนทีฟช่วยค่าน้ำมันวงเงิน 10 ล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติพบว่า แท็กซี่และไรเดอร์ได้รับเงินจริงเพียงคนละประมาณ 50 บาทเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้แพลตฟอร์มแบ่งปันรายได้เพิ่มขึ้นรอบละ 5-10 บาท และปรับค่ารอบให้สอดคล้องกับค่าน้ำมันและค่าครองชีพที่แท้จริง รวมทั้งขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 22 ออกกฎกระทรวงกำหนดสิทธิและสวัสดิการให้แก่คนทำงานแพลตฟอร์มอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบันไรเดอร์ยังถูกลดค่ารอบอย่างไม่เป็นธรรม ขาดการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานขั้นพื้นฐาน และไม่มีระบบสวัสดิการที่เพียงพอ ทั้งที่มีไรเดอร์กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศที่ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวในสภาวะวิกฤตเช่นนี้
ด้าน สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคตระหนักถึงความเดือดร้อนของกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตน้ำมัน เนื่องจากเป็นการจ้างงานนอกระบบที่ไม่ได้รับความคุ้มครองด้านแรงงานและสวัสดิการอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนของรัฐบาลว่าจะเยียวยากลุ่มแรงงานอิสระอย่างไร ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่มีมาตรการดูแลกลุ่มนี้อย่างชัดเจนแล้ว นอกจากนี้ ที่ผ่านมาพรรคได้เคยหยิบยกประเด็นค่า GP ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บสูงถึงร้อยละ 40-50 เข้าสู่กลไกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ทั้งนี้ สส. พรรคประชาชนกว่า 20 คน พร้อมอภิปรายทวงถามรัฐบาลในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 9 เม.ย. 2569 จึงขอให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ออกมาชี้แจงแนวทางเยียวยาอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าบริษัทแพลตฟอร์มที่อ้างว่าไรเดอร์ คือ "พาร์ทเนอร์" มีหน้าที่ต้องดูแลหุ้นส่วนของตนในยามวิกฤตด้วยเช่นกัน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/4/2569
รมว.ต่างประเทศ ยืนยัน 3 ลูกเรือมยุรีนารี เสียชีวิตทั้งหมด
8 เมษายน 2569 หนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าลูกเรือ 3 คน ที่อยู่บนเรือมยุรีนารีที่ถูกอิหร่านโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้ ได้เสียชีวิตแล้ว โดยหน่วยกู้ภัยเป็นผู้พบพร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัว
นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า สัปดาห์หน้าในวันที่ 15-16 เมษายน 2569 ตนจะเดินทางไปยังประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ ซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เพื่อขอบคุณ ที่โอมาน ช่วยประสานการช่วยเเหลือ พร้อมช่วยลูกเรือมยุรีนารี 20 คน ได้อย่างปลอดภัย
รวมถึงประเด็นที่สำคัญ ที่โอมาน และอิหร่าน มีการหารือกัน ที่จะร่วมกับบริหารการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ให้มีความปลอดภัย โดยจะใช้โอกาสนี้ติดตามว่า การหารือดังกล่าว มีความคืบหน้าอย่างไร โดยหวังว่า 2 สัปดาห์ จากนี้ไปจะบรรลุการพูดคุย
ขณะเดียวกัน ตอนนี้มีเรือขนส่งสินค้าของไทย จำนวน 9 ลำ ที่รอรอสัญญาณ ให้ผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ก็จะใช้โอกาสนี้ ขอให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอล์มุซ ได้
ที่มา: Ch7HD, 8/4/2569
กลุ่มไทยไม่ทน แจง กมธ.แรงงาน ปัดเอี่ยวแสวงหาประโยชน์แรงงานต่างด้าว ขอเร่งสอบข้อเท็จจริง
นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา รับหนังสือจาก นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ ประธานกลุ่มไทยไม่ทน และคณะ เพื่อขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกพาดพิงและแอบอ้างชื่อไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว นายอัครวุธ กล่าวว่าสาเหตุของการยื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากมีการนำชื่อและภาพของตนไปเชื่อมโยงกับการดำเนินการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ ในลักษณะที่อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าว พร้อมระบุว่าการพาดพิงส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จึงขอให้คณะกรรมาธิการเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยเร็ว
ด้าน ประธาน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา ระบุว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 7/4/2569
‘จุลพันธ์’ เคาะใช้สูตรเดิมเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พร้อมหารือ “สธ.-สปสช.” สิทธิสุขภาพ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ว่า ตนได้ศึกษามาบ้างแล้ว เห็นว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะใช้ระเบียบการเลือกตั้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ สูตร 1 เลือก 7 โดยตนจะมีการลงนามภายหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้วในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกรอบระยะเวลา
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตนต้องการให้สำนักงานประกันสังคม(สปส.) เป็นองค์กรหลักที่ดูแล เม็ดเงินของพี่น้องแรงงานได้อย่างมีอิสระ ไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับหรือการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองใดๆ ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะเข้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงการทำงานของ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องมีความอิสระและโปร่งใส
ความอิสระ โปร่งใส จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แต่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเท่านั้น แต่ต้องอิสระจากการเมืองทุกฝ่ายทุกสีนะครับ จึงขอเรียกร้องไปยังทาง สปส. ไปยังกลุ่มการเมืองต่างๆ เราต้องการปฏิรูปให้ สปส. ไม่กลายเป็นขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าได้ด้วยความเป็นกลาง
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การลงทุนของ สปส. ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างบอร์ดให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมาหารือเพิ่มเติมแล้วก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะบางอย่างต้องใช้ขั้นตอน การแก้ พ.ร.บ. ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน เรื่องหน่วยลงทุนเราจะปรับกลไกอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและที่สำคัญเป็นมืออาชีพ เพราะตัวอย่างที่ประเทศมาเลเซียกลายเป็นองค์กรระดับโลกสามารถทำได้ในระดับที่เป็นสากล มีการลงทุนทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับ
“ประเทศไทยก็ต้องมานั่งคิดว่าเม็ดเงินขนาดนี้จะลงทุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกันตน การลงทุนต้องตอบคำถามได้ ผมไม่ได้หมายความว่า ไม่มีใครที่ไปลงทุนในหน่วยใดๆ แล้วจะได้กำไรทุกไม้ มันผิดพลาดได้ แต่ ณ วันที่เข้าสู่การลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดทุน ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีเหตุและผลที่ยอมรับได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ” นายจุลพันธ์ กล่าว
นอกจากนี้ จะดูแลเรื่องสิทธิสวัสดิการโดยตั้งทีมทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องดูสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มแพทย์ มาหารือร่วมกันเพราะมีเรื่องประเด็นการแพทย์คงค้าง ซึ่งต้องพัฒนาปรับปรุงสวัสดิการที่จะให้กับผู้ประกันตนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์สามารถให้บริการได้อย่างมีความสบายใจ
เมื่อถามว่ากรณีใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิม 1 เลือก 7 แล้วรัฐมนตรีจะมีมาตรการป้องกันการกินรวบประกันสังคมโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีการประกาศว่าจะกินรวบทั้ง 14 ที่นั่ง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนว่า พวกตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะไม่แทรกแซงและจะพยายามสร้างระบบที่เป็นอิสระมากที่สุด ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องนี้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันตัวประกันสังคมสุดท้ายจะเป็นองค์กรที่สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้แรงงานในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงานมากที่สุด
“วันนี้ก็แค่พูดให้ทราบส่งสัญญาณให้ชัดไปยังทุกฝ่ายการเมืองว่าเราถอยคนละก้าวไหม เพราะผมเองก็พูดชัดเจนว่า ผมไม่ยุ่งจะพยายามสร้างระบบเป็นอิสระ ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว ท่านก็ยุติการเข้ามาสร้างกลุ่มสร้างขั้ว เพื่อให้ตัวประกันสังคมเดินหน้าได้อย่างอิสระ ถ้าเราทุกคนคิดกันได้ มันก็เดินหน้าไปได้ครึ่งตัวแล้ว ถ้าไม่ได้มันก็ต้องกลับมาสร้างระบบมาดูกฎหมายว่าจะแก้อย่างไร เพื่อให้เกิดกลไกที่เป็นอิสระจริง ผมพูดชัด แต่ไม่ได้พูดถึงชื่อพรรคการเมืองเท่านั้นเอง” นายจุลพันธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า แปลว่าระเบียบเลือกตั้ง 1 เลือก 7 อาจจะใช้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ (ก.ค. 69) ส่วนครั้งหน้าจะปรับเปลี่ยนหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ แต่ตนยอมรับว่ามีบางประเด็นที่เป็นจุดโหว่จริงๆ ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร เดี๋ยวไปคุยกัน
นายจุลพันธ์ยังกล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบการซื้อตึก SKYY9 อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะทำงาน ซึ่งขณะนี้มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ตนไม่อาจตอบได้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ และคงจะไม่เข้าไปแทรกแซง ก็ต้องให้เวลาท่านไปทํางานเติมตามกระบวนการ ส่วนเรื่องนี้จะจบภายในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มีเวลา 4 ปี ที่ดูแลเรื่องนี้
ที่มา: HFocus, 7/4/2569
เครือข่าย ม.39 ทวงเงินบำนาญชราภาพ ประกันสังคม
ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันแรก ปรากฎว่า ประชาชนผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 ประกันสังคมจำนวนหนึ่ง นำโดยนายสุขประเสริฐ ว่องวิกรัย นายสัตวแพทย์บูรณ์ อารยพล ผู้แทนกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 เข้ายื่นหนังสือต่อนายจุลพันธ์ พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้เดือดร้อนชุดแรกจำนวน 149 รายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) คำนวณเงินบำนาญชราภาพอย่างไม่เป็นธรรม
นายสุขประเสริฐ กล่าวว่า ขอให้รัฐมนตรีฯ รับเรื่องและดำเนินการดังนี้ 1.ช่วยสั่งการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา พี่ 3307/2567 ที่วินิจฉัย ให้กลับไปใช้ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายของมาตรา 33 ในการคำนวณเพื่อความเป็นธรรมสูงสุด ในทันที 2. ขอให้หยุดการดำเนินการ บำนาญสูตรแคร์ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะมีการดึงมาตรา 33 ที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ได้มีความเดือดร้อนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมาตรา 39 ทำให้เราถูกลดบำนาญ 3. ขอให้มีการพิจารณาคืนสิทธิ์บำนาญย้อนหลังที่สูญเสียไป และ 4 ขอให้จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีตัวแทนกลุ่มเครือข่ายมาตรา 39 เข้าเป็นร่วมเป็นคณะทำงานด้วย
"มาตรา 39 จะคิดถามที่ 4,800 บาท ซึ่งมาจาก ฐานค่าแรงขั้นต่ำปี 2533 ที่ 90 บาทผมมองว่าไม่เป็นธรรม และเหมือนถูกเอาเปรียบในยุคที่น้ำมันขึ้นราคาไปถึงลิตรละ 50 บาท"นายสุขประเสริฐ กล่าว
ด้านนายจุลพันธ์กล่าวว่า ตนขอรับเรื่องไปดู และข้อเสนอไปพิจารณาต่อ
ระหว่างนี้ ผู้ประกันตนรายหนึ่งพยายามมอบซองบำนาญ ที่เขียนหน้าซองว่า บำนาญฉันคืนประกันสังคม ผ่านไปทางนายจุลพันธ์ พร้อมระบุว่าขอคืนบำนาญอันน้อยนิดให้กับประกันสังคม เพราะมั่นใจในตัวนายจุลพันธ์และมั่นใจในตัวพรรคเพื่อไทย ซึ่งนายจุลพันธ์กล่าวว่าเรื่องนี้ขอรับเป็นด้วยความ แนวความคิดแต่ไม่ขอรับซอง โดยรับปากว่าจะดูให้เกิดความเป็นธรรม
ภายหลังจากกาพูดคุย ทางกลุ่มผู้เรียกร้องได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องโดยมีการหยิบ เงินออกจากซองบำนาญที่ยื่นให้นายจุลพันธ์ ไปก่อนหน้านี้ปรากฏว่าเป็น เงินกงเต็ก โปรยขึ้นไปพร้อมกล่าวเสียงดังว่า "ขอคืนเงินบำนาญให้กับประกันสังคมเอาไปใช้ในปรโลก"
ที่มา: HFocus, 7/4/2569
คุรุสภาเร่งสอบโรงเรียนนานาชาติเถื่อน จ้างครูไร้ใบอนุญาต
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับกรมการจัดหางาน นำกำลังเข้าตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติเถื่อนย่านประเวศ กรุงเทพฯ เนื่องจากได้รับแจ้งว่า โรงเรียนดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตเปิดโรงเรียน และให้ครูต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน
และจากการตรวจสอบ พบว่า โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการให้ชาวต่างชาติมาเป็นครูสอนวิชาต่าง ๆ รวมทั้งเป็นลูกจ้างภายในโรงเรียนจำนวนมาก หลังจากตรวจสอบเอกสารรายบุคคลแล้วพบว่าบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานถึง 10 ราย ในจำนวนนี้มีบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน ไนจีเรีย เป็นต้น จึงได้จับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย นั้น
ผศ.ดร.อมลรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตาม พรบ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดให้วิชาชีพครูผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น (ศึกษานิเทศก์) เป็นวิชาชีพควบคุม และห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ตามมาตรา 43
นอกจากนั้น มาตรา 46 กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดแสดงด้วยวิธีใดให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา และห้ามไม่ให้สถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 46 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“กรณีนี้ คุรุสภาได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าโรงเรียนดังกล่าวได้ให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเข้าประกอบวิชาชีพครูซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนหรือไม่ หากมีการอนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนจะเป็นกรณีที่บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่รับอนุญาตจากคุรุสภา และโรงเรียนรับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษาถือว่ามีความผิดมีโทษคือจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งคุรุสภาจะเข้าดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว
ที่มา: NBT Connext, 7/4/2569
สส.พรรคประชาชน ห่วงอากาศร้อนทำผู้ใช้แรงงานกลางแจ้งเสียชีวิต
นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ระบุว่าในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดเป็นประจำ จนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศร้อน ของเมืองร้อน ความร้อนจึงกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน และมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงความไม่สบายตัว เพียงแค่เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็น่าจะพอทุเลาได้แล้ว ในความเป็นจริง ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
หากดูข้อมูลย้อนหลังในประเทศไทยช่วงปี 2018–2023 ซึ่งเก็บเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก็พบผู้เสียชีวิตรวม 139 ราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ชาย ผู้สูงอายุ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก
นายสหัสวัต กล่าวด้วยว่า งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว
นอกจากนี้ สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวันให้มากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด การหาที่ร่ม และการลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน”
สส. พรรคประชาชน ยังระบุด้วยว่า ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพักและเปิดโอกาสให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย
แต่ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน และมีการใช้มาตรฐานอย่าง WBGT อยู่แล้ว กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย
รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี
ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน
ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่ “อากาศร้อน” แต่กำลังเผชิญ “ความร้อนที่ไม่เป็นธรรม”
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 6/4/2569
* ข่าว
* เศรษฐกิจ
* สังคม
* แรงงาน
* คุณภาพชีวิต
* สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์